บันทึกงานอดิเรกที่สนใจ ทั้งโหราศาสตร์ ธรรมะ นิยาย ฯลฯ

วิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระพันปีหลวง

Posted on 29 June 2007 at 12:42

        เมื่อวานนี้ (27 มิ.ย. 2550) ได้ไปร่วมพิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง ซึ่งผมเป็นศิษย์เก่าที่นั่น พิธีเปิดนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเสด็จมาเป็นประธานในพิธี

สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง  ทรงมีพระนามเดิมว่า พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี เนื่องด้วยทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์ ระหว่างที่พระบาทสมเด็นพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยุโรปเป็นเวลา 9 เดือน (ส่วนพระบรมราชินีนาถองค์ที่ 2 นั้นคือสมเด็จพระราชินีองค์ปัจจุบัน ซึ่งได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ระหว่างที่พระเจ้าอยู่หัวทรงผนวช)

 

        สาเหตุที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง ได้จัดสร้างพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ขึ้นมานั้น เนื่องเพราะโรงเรียนแห่งนี้เกิดจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตามบันทึกในประวัติโรงเรียนว่า

 

"เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๕๕ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จประพาสจังหวัดตรัง ประทับพักผ่อนสำราญพระราชหฤทัย ณ ตำหนักผ่อนกาย ทรงพระราชปรารภว่าตำบลทับเที่ยงนี้มีพื้นภูมิทำเลเหมาะสมดี เห็นทีจะเจริญก้าวหน้าเป็นชุมชนใหม่ในอนาคตควรมีสถานศึกษาไว้เพาะปลูกปัญญาแก่กุลบุตรสืบไป จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวนเงิน ๔,๐๐๐ บาทถ้วนให้ไว้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อสร้างโรงเรียน และพระราชทานนามว่า "โรงเรียนวิเชียรมาตุ" ซึ่งหมายถึง "พระราชชนนีพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว"

 

        ต่อมาได้ลงมือสร้างตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๔๕๘ และย้ายครู นักเรียนจากโรงเรียนตรังคภูมิมายังโรงเรียนใหม่เมื่อ ๑ พฤษภาคม ๒๔๕๙ ทั้งนี้ จังหวัดตรังได้รับโรงเรียนวิเชียรมาตุเข้าในทะเบียนโรงเรียนของจังหวัด เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๔๕๙ โดยมีอำมาตย์ตรี ซุ่นกิ๊ด สินธวานนท์ เป็นครูใหญ่คนแรก (บิดาของ ฯพณฯ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ซึ่งท่านองคมนตรีได้ให้เกียรติมาวางศิลาฤกษ์พระราชานุสาวรีย์เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ปีที่แล้ว และมาร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จกระทำพิธีเปิดโรงเรียนวิเชียรมาตุ เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๔๖๐ โดยทรงมีกระแสพระราชดำรัสในวันนั้นว่า

 

        "เรามีความยินดีเปนอันมาก ที่ได้มีโอกาสเยี่ยมโรงเรียนนี้ ซึ่งเสด็จแม่ของเราได้พระราชทานพระราชทรัพย์สร้างขึ้นเปนสถานที่งดงาม นับว่าเปนเสมือนอนุสาวรีย์อย่างหนึ่งสำหรับพระองค์ สำหรับชาติ และเปนประโยชน์ในการที่จะเพาะกุลบุตรขึ้นไว้ให้ทำหน้าที่ต่อไป ตามที่สมุหเทศาภิบาลได้กล่าวมาแล้ว เราเชื่อว่า ถ้าเมื่อเราได้นำความกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ คงจะทรงพระปิติเปนอันมากในการที่กิจการได้ทำแล้วสำเร็จไปสมดังพระราชประสงค์ ตัวเราก็มีความยินดีและพลอยนิยมในพระราชกุศลนี้ด้วย และในเวลานี้เรามีความยินดีที่ได้มาเปนผู้แทนพระองค์ในการเปิดโรงเรียนนี้ และขอให้พรแก่บรรดาผู้ที่แนะนำหรือผู้กำกับการศึกษาตลอดจนครูอาจารย์และนักเรียนที่ได้มาศึกษาในสถานที่นี้ ขอจงได้มีความเจริญสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล และส่วนผู้ที่มีหน้าที่ประสิทธิประสาทวิทยาการ ขอจงให้ได้เห็นผลตามความตั้งใจของตนโดยเร็วพลันทันใด และขอให้ผู้ที่ได้ศึกษาวิชาในโรงเรียนนี้ไปให้ได้ใช้วิชาโดยเปนประโยชน์แก่ตัวและแก่ชาติบ้านเมืองต่อไปชั่วกาลนาน"

 

        ที่ผมตั้งชื่อ Blog วันนี้ว่า "วิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระพันปีหลวง" ก็เพราะว่า พระองค์ทรงตระหนักพระราชหฤทัยว่า ความเจริญของบ้านเมืองย่อมอาศัยการศึกษาเป็นสำคัญ จึงได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ตั้งโรงเรียน อุปถัมภ์โรงเรียน วิชาใดที่ยังไม่มีครูในเมืองไทย ก็ทรงจ้างครูต่างประเทศมาสอน โรงเรียนที่อยู่ในพระราชอุปการะและพระบรมราชินูปถัมภ์ ในกรุงเทพฯ มีโรงเรียนเสาวภา โรงเรียนราชินี โรงเรียนผดุงครรภ์ และโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ในต่างจังหวัดมีโรงเรียนวิเชียรมาตุและโรงเรียนสภาราชินีที่จังหวัดตรัง โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ที่พระนครศรีอยุธยา และโรงเรียนราชินีบูรณะที่นครปฐม ทั้งได้จ่ายพระราชทรัพย์พระราชทานให้เป็นค่าเล่าเรียนแก่เด็กชายหญิงอีกมาก

 

        ผมคิดว่า การตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษาแก่เด็ก เป็นวิสัยทัศน์อันยาวไกลของเจ้านายในยุคนั้นอย่างมาก เพราะในยุคที่ฝรั่งตะวันตกกำลังล่าอาณานิคมรอบประเทศของเรานั้น การที่เราอยู่รอดได้ก็ต้องอาศัยพลเมืองที่มีความรู้ทันกับชาวตะวันตก ในการที่จะบริหาร พัฒนา รวมไปถึงการเจรจาทางการค้ากับพวกเขา ประเทศไทยของเราในยุคนั้นแทบจะกล่าวได้ว่ามีการปฏิวัติประเทศในทุกๆส่วน ทั้งด้านการบริหารราชการแผ่นดิน การสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ การยกเลิกระบอบทาสและไพร่ ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการใช้ทรัพยากรจากไพร่ทำงานให้เจ้านายที่คุ้มหัวกลายเป็นประชาชนที่ต้องสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเอง การเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเป็นระบบเปิด การจัดตั้งระบบทหารอาชีพ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมให้รับกับกระแสตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามา หากประชาชนไม่ได้รับการศึกษาที่เพียงพอย่อมไม่สามารถเอาตัวรอดในสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงขนาดนั้นได้แน่ๆ

 

        หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ภาระหน้าที่ในการดูแลพัฒนาระบบการศึกษาได้ย้ายจากสถาบันพระมหากษัตริย์ มายังรัฐบาล ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาของบ้านเราล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด รัฐบาลทักษิณ 1 ได้คนดีคนเก่งอย่าง ดร.เกษม วัฒนชัย มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพียงไม่กี่เดือน ท่านก็ลาออก (ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะท่านเห็นอะไรบางอย่างในตัวอดีตนายกฯที่กำลังระเห็ดระเหินอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่า) หลังจากนั้น ก็เปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงนี้กันเป็นว่าเล่น จนการศึกษาบ้านเราไปไม่ถึงไหนเสียที ระบบเอ็นทรานซ์ที่เคยได้รับการยอมรับว่าน่าเชื่อถือที่สุด กลายเป็นระบบ O-Net A-Net ที่เด็กๆขวัญผวาว่าคะแนนตรงกับความเป็นจริงหรือเปล่า

 

        ได้แต่หวังว่า ผู้เกี่ยวข้องในวงการศึกษาจะเรียนรู้วิสัยทัศน์ของเจ้านายเมื่อ 100 ปีก่อน และนำมาปรับใช้ในการพัฒนาวงการศึกษาบ้านเรา ให้ได้พลเมืองที่ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันที่รุนแรงและโหดร้ายไม่แพ้เมื่อ 100 ปีก่อนเลยทีเดียว

หาความรู้กันก่อนให้ชัดเจน อย่าเพิ่งใส่ความคิดเห็นเข้าไป

Posted on 27 June 2007 at 01:08

          ต่อเนื่องจากหนังสือของเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ เรื่อง เจาะหาความจริงเรื่องศาสนาประจำชาติ มีอยู่ตอนหนึ่ง ท่านเจ้าคุณตั้งหัวข้อว่า หาความรู้กันก่อนให้ชัดเจน อย่าเพิ่งใส่ความคิดเห็นเข้าไป ท่านบอกว่า ในการที่จะคิดเห็นพิจารณาเรื่องต่างๆให้ได้ผลดีนั้น ขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการหาข้อมูลความรู้ ให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและเพียงพอ

 

          ขั้นตอนที่ว่านี้ จุดสำคัญยิ่งคือ รวบรวมและแสดงข้อมูลความรู้ตามที่มันเป็น โดยไม่ใส่ความคิดเห็นหรือข้อวิจารณ์ใดๆ เมื่อได้ความรู้เพียงพอแล้ว จึงจะเริ่มแสดงความเห็น ข้อคิดเห็นนั้นจึงจะเกิดประโยชน์ หากมัวแต่แสดงความคิดเห็นโดยไม่มีความรู้ จะทำให้เราดูเป็นคนโง่แล้วอวดฉลาดไป หรือบางทีหากคนแสดงความเห็นเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นหัวหน้าทีม จะพาเอาการตัดสินใจในเรื่องนั้นผิดพลาดไป

 

          จำได้ว่าวันก่อนฟังท่าน ว.วชิรเมธี ให้สัมภาษณ์รายการของคุณสัญญา คุณากร เกี่ยวกับเรื่องการทำประชาพิจารณ์ในบ้านเมืองของเรา ว่าทำไปแล้วมักไม่เกิดประโยชน์ สาเหตุสำคัญเป็นเพราะคนไทยนิยมแสดงความเห็นโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น การทำประชาพิจารณ์ก็เลยออกทะเล คือต่างคนต่างก็อยากพูดสิ่งที่ตัวเองต้องการพูด แต่ไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้จนเกิดปัญญาร่วมกัน

 

          ตัวอย่างเรื่องนี้ไม่ค่อยท่าเหล่านี้หาได้ไม่ยากเลย เพียงแต่เข้าไปตามเว็บบอร์ดต่างๆ โดยเฉพาะพวกเว็บไซต์ข่าวสารดังๆ จะพบว่าร้อยละ 90 ของผู้แสดงความเห็น เป็นการแสดงอารมณ์ บ้างชม บ้างด่า (แต่ส่วนใหญ่มักจะด่า) มีน้อยมากที่จะแสดงความเห็นในลักษณะที่บอกว่ามีความรู้ในเรื่องนั้น

 

          จริงๆแล้ว ใน Blog ของพวกเรานี้เอง ก็เห็นการแสดงความเห็นโดยไม่มีความรู้อยู่เหมือนกัน

 

          หรือจริงๆแล้ว คำว่า สังคม IT (Information Technology) ในบ้านเรา ก็เป็นเพียงการบริโภคเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่องค์ความรู้ (Information) เป็นเพียงคำมาประดับให้ดูโก้เท่านั้น

จะบัญญัติ "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" หรือไม่ คนไทยก็ควรไตร่ตรองด้วยปัญญา

Posted on 25 June 2007 at 06:27

ว่าจะเขียนเรื่อง การรณรงค์ให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มานานแล้ว ก็ไม่ได้เขียนเสียที จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ได้รับหนังสือ "เจาะลึกหาความจริง! เรื่องศาสนาประจำชาติ" โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) จัดพิมพ์โดย สภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย อ่านแล้วรู้สึกว่า ได้รับธรรมอันประเสริฐจากท่านเจ้าคุณอีกครั้ง มองเห็นแสงสว่างของปัญญาจากความขัดแย้งภายในบ้านเมืองในเรื่องนี้

หนังสือเล่มนี้เป็นการนำคำบรรยายของท่านเจ้าคุณเมื่อ 13 ปีก่อนโน้น ซึ่งอยู่ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 เช่นเดียวกัน โดยท่านได้ตัดบ้างเติมบ้างให้ข้อมูลทันสมัยขึ้น แต่เนื้อหาหลักยังคงเดิม ผมอ่านดูแล้วพบว่า สังคมไทยไม่เรียนรู้อะไรจากอดีตเลย บรรยากาศการรณรงค์เรื่องนี้เมื่อ 13 ปีก่อนก็เหมือนกับปัจจุบัน กล่าวคือ ต่างคนต่างก็พยายามแสดงความเห็น โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจ และไม่สนใจที่จะหาความรู้ ตัวอย่างประเด็นสำคัญที่ควรจะถกกันแต่ก็ไม่มีใครพูดถึง เช่น นิยามของศาสนาประจำชาติของแต่ละกลุ่มเหมือนกันหรือไม่ อย่างไร, มีใครทราบกันบ้างหรือไม่ว่าในโลกนี้มีประเทศใดบ้างที่บัญญัติเรื่องศาสนาประจำชาติ บัญญัติแล้วผลเป็นอย่างไร ฯลฯ

สสร.ชุดนี้ก็แปลก เมื่อเห็นว่ามีการเรียกร้องให้บัญญัติ "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" ในรัฐธรรมนูญ แทนที่จะรับมาพิจารณา และจัดทีมศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกัน กลับใช้วิธีท้าทาย เสียดสี พระสงฆ์ที่รณรงค์เรื่องนี้ เลยเถิดไปถึงเรื่องการกล่าวหาเรื่องการรับเงินจากกลุ่มธรรมกายเพื่อเบี่ยงประเด็นจากสาระของเรื่อง ทางด้านผู้สนับสนุนให้บัญญัติบางคนก็เหมือนกัน แทนที่จะรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชน แต่กลับใช้วิธีเหมือนม็อบทั่วไปคือฮือพังประตูเข้าไปในสภา ดูแล้วไม่ค่อยจะสอดคล้องกับธรรมะในพุทธศาสนาซักเท่าไหร่ (แต่ก็มีพระสงฆ์และชาวพุทธหลายกลุ่มที่รณรงค์ตามหลักธรรมเช่นเดียวกัน อย่างสภาองค์กรพระพุทธศาสนาฯ ที่จัดพิมพ์หนังสือเล่มที่ผมว่าไว้)

จริงๆแล้ว ผมคิดว่า สสร.น่าจะส่งตัวแทนหรือตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้โดยไปค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้และรับฟังความคิดเห็นจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ พระสงฆ์ทั่วไป พุทธศาสนิกชน รวมถึงศาสนิกชนศาสนาอื่นด้วย แล้วจึงนำมาตั้งโจทย์ว่า การบัญญัติเรื่องนี้เป็นไปเพื่ออะไร ได้ประโยชน์อย่างไร ผลกระทบคืออะไร และนำมาสู่ข้อสรุปว่าจะบัญญัติหรือไม่บัญญัติ แม้ว่าจะบัญญัติก็ควรมีแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์จากการบัญญัติไว้

วรรคทองของหนังสือเล่มนี้มีอยู่จำนวนมาก ที่น่าสนใจมากก็คือ "พระพุทธศาสนาไม่ใช่มีเพื่อตัวเอง ถ้าจะทำ เราไม่ได้ทำเพื่อพระพุทธศาสนานะ เราจะต้องมีความคิดว่า ที่ทำนี้ เราทำเพื่อสังคมไทยและเพื่อมนุษยชาติ" แปลว่า ผู้รณรงค์ให้บัญญัติควรระลึกไว้ตลอดว่า เราทำเพื่อให้สังคมไทยและมนุษยชาติได้อุดมธรรมที่จะแก้ปัญหาของโลก ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อว่าจะได้มีประโยคว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แค่นั้น หรือทำเพื่อให้ศาสนาพุทธจะได้ยิ่งใหญ่ ถ้าทำอย่างนั้น ก็ไม่ใช่พุทธแล้ว

ตอนท้ายของหนังสือ ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ได้ตั้งคำถามในเรื่องนี้ไว้ 2 ข้อ คือ

ข้อ 1 ถามว่า จำเป็นไหม และถึงเวลาหรือยัง ที่ชาติไทย สังคมไทยนี้ จะต้องมีอุดมการณ์สูงสุด ที่รวมความคิดจิตใจของคนในชาติ และจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าอุดมธรรมนำจิตสำนึกของชีวิตและสังคม เราจะต้องมีสิ่งนี้หรือยัง หรือจะอยู่กันไปวันๆ เรื่อยๆ เปื่อยๆ ปล่อยให้ปัญหาความเลวร้ายต่างๆรุมล้อมรุกไล่สังคมต่อไป และปล่อยชีวิตปล่อยสังคมไปตามกระแสเสพกระแสไสย์ ที่เราตามมาอย่างประมาทอ่อนแอและอย่างไม่รู้ไม่เข้าถึงไม่เท่าทันนั้น 

ข้อ 2 ถามว่า ถ้าจำเป็นและถึงเวลาจะต้องมี อะไรเหมาะสมที่สุดที่จะมาเป็นอุดมการณ์สูงสุด และเป็นอุดมธรรมที่จะนำจิตสำนึกของสังคมนี้ ด้วยเหตุผลและปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่กล่าวมานั้น

ต่อจากนั้น มีคำถามย่อยอีก 2 ข้อ คื

1. อุดมการณ์อะไร หรือสิ่งใดที่สังคมไทยยึดถือเป็นอุดมการณ์แล้ว จะทำให้ประเทศไทยเรานี้มีอะไรที่จะให้แก่โลกได้บ้าง และจะทำให้สังคมไทยเปลี่ยนจากภาวะของตน จากความเป็นผู้รับและเป็นผู้ตาม ไปสู่ความเป็นผู้นำและผู้ให้

2. อุดมการณ์อะไร ที่ยึดถือแล้ว จะได้ผลในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ โดยที่พร้อมกันนั้นก็ไม่กดขี่บีบคั้นใครอื่น แต่กลับมีผลในทางช่วยเหลือเกื้อกูลด้วย

ขอให้พิจารณาคำถามเหล่านี้ และตอบด้วยใจเป็นธรรม ไม่เอนเอียง และใช้ปัญญา

ผมอ่านหนังสือของท่านเจ้่าคุณประยุทธ์แล้วพิจารณาตอบคำถามของท่านด้วยใจเป็นธรรม ไม่เอนเอียง และใช้ปัญญา ผมเห็นด้วยว่า ศาสนาพุทธเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นอุดมธรรมของประเทศไทย จึงเห็นด้วยที่จะบัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ด้วยเหตุนี้ มิใช่ด้วยเหตุผลอย่างอื่น

ระเบียบพิธีมาฆบูชาของวัดบวรนิเวศวิหาร

Posted on 11 March 2007 at 11:15 in ธรรมะ

จากที่เคยเล่าวันก่อนว่าได้ไปเวียนเทียนเนื่องในวันมาฆบูชาที่วัดบวรนิเวศวิหารมา และได้รับหนังสือแจกเป็น บทบาลีสำหรับสวดทำนองสรภัญญะในวันมาฆบูชา จึงคิดว่าน่าจะนำเอาคำนำและกำหนดการวันมาฆบูชาของวัดบวรนิเวศวิหารมาลงใน Blog เพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบแบบแผนของวัดบวรฯในการจัดพิธีมาฆบูชา ซึ่งมีพัฒนาการมาตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชและครองวัดอยู่ จนถึงปัจจุบัน รายละเอียดตามข้างล่างเลยครับ

 

มาฆบูชา
บทบาลีสำหรับสวดทำนองสรภัญญะในวันมาฆบูชา

 

คำบูชาก่อนทำวัตร และคำบูชามาฆบูชา
ตามแบบที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
ทรงใช้

คำนำ
          มาฆบูชา คือการทำบูชาพิเศษในอภิลักขิตสมัยตรงกับวันที่พระบรมศาสดาทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสาวกสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป ที่ล้วนเป็นพระอรหันตขีณาสพเอหิภิกขุมาประชุมกัน โดยมิได้นัดหมาย ในวันเพ็ญมาฆมาส ที่เรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต
          พิธีมาฆบูชา แต่เดิมไม่เคยทำกันมาก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังทรงผนวชอยู่และทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร ได้ทรงริเริ่มทำขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นครั้งแรก แต่พิธีมาฆบูชา ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นทำอย่างไรบ้าง ไม่ปรากฏหลักฐานในตำนานวัดบวรนิเวศวิหารกล่าวเพียงว่า ทรงทำมาฆบูชา มีเทศนาด้วยเรื่องนั้น
          มาในยุคของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงครองวัด จึงได้มีผู้บันทึกระเบียบการทำมาฆบูชา (รวมทั้งพิธีบูชาอื่น ๆ) ไว้ซึ่งควรนำมากล่าวเพื่อเป็นการรักษาประวัติไว้ในที่นี้ดังนี้
          ในเดือน ๓ หรือเดือน ๔ เพ็ญ (ตามปักขคณนา) เวลา ๐๙.๐๐ น. ภิกษุสามเณรลงโบสถ์ทำวัตรเช้าแล้ว อุบาสกอุบาสิกาทำวัตรต่อไป จบแล้ว อุบสกประกาศอุโบสถ จบแล้ว เจ้าอาวาสขึ้นธรรมาสน์ ให้ศีลอุโบสก จบแล้ว แสดงธรรมเรื่องบูชาพระรัตนตรัย ใช้คาถา “ปูชารเห“ เป็นส่วนมาก (ในวันนี้ งดเทศน์เย็นและการสอนเด็กตามปกติ เด็กสอนตอนบูชาที่ลานพระเจดีย์ เวลา ๑๗.๐๐ น.)
          เวลา ๑๙.๓๐ น. เจ้าอาวาสลงรับเครื่องสักการะจากอุบาสกอุบาสิกาในพระอุโบสถแล้วเจ้าอาวาสนำภิกษุสามเณรทำวัตรสวดมนต์ ประกอบด้วยบทสวดดังนี้ ขัดตำนาน, นโม, พุทธํ, สีลุทฺเทสปาฐ, อิธ ตถาคโต, อภิญฺญาย โข, ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺต, โอวาทปาติโมกฺขคาถา (สวดพอจบคาถาก็หยุด), สุนกฺขตฺตํ, ยํ ยํ เทวมนุสฺสานํ, โหตุ สพพํ.
          สวดมนต์จบแล้ว ภิกษุสามเณรออกจากพระอุโบสถขึ้นไปยังพระเจดีย์ชั้นบนด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เจ้าอาวาสนำกล่าวคำบูชา จบแล้วต่างนำเครื่องสักการะ บูชา ณ ที่นั้น ๆ ตามที่เห็นสมควร (ไม่มีเดินเวียนเทียน) แล้วต่างก็ลงมาพักที่ศาลาฤษี ต่อแต่นั้นอุบาสกอุบาสิกากล่าว คำบูชา ณ ลานพระเจดีย์ชั้นล่างสุด บูชาแล้วพากันเข้าไปยังพระอุโบสถ ทำวัตรสวดมนต์ตามแบบอุบาสกจบแล้ว ตีกลอง
          เจ้าอาวาสเข้าสู่พระอุโบสถพร้อมด้วยภิกษุสามเณร หัวหน้าอุบาสกอาราธนาธรรม (ตามแบบอุบาสกวิธี) เจ้าอาวาสขึ้นธรรมาสน์ บอกศักราช (แสดงพุทธคุณบทใดบทหนึ่ง) จบแล้ว พระเถระรูปหนึ่งขึ้นธรรมาสน์ แสดงจาตุรงคสันนิบาต จบแล้ว เอตตาวตา แล้วสวด ยา เทวตา และ ส่งเทวดา เพียงเท่านี้ เป็นเสร็จพิธีมาฆบูชาในครั้งนั้น
          ต่อมา ในยุคของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ทรงครองวัด โปรดให้แสดงธรรมเรื่องต่างๆ ต่อไปจนตลอดคืน รุ่งเช้าพระภิกษุสามเณรทำวัตรเช้า เป็นเสร็จพิธีมาฆบูชา พิธีมาฆบูชาในวันบวรนิเวศวิหารได้ถือปฏิบัติเป็นแบบสืบมา
          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ ได้ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชาสำหรับวันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชาไว้ด้วย สำหรับวันวิสาขบูชานั้นนอกจากคำบูชาแล้ว ยังได้ทรงพระราชนิพนธ์บทบาลีสำหรับสวดทำนองสรภัญญะที่ใช้สวดในระหว่างเทศน์แต่ละกัณฑ์ไว้ด้วย ดังที่ใช้เป็นแบบมาในวัดบวรนิเวศวิหาร
          สำหรับวันมาฆบูชานั้น คงเนื่องจากแต่เดิมมามีเทศน์เพียงกัณฑ์เดียวเป็นจบพิธี จึงไม่ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทบาลีสำหรับสวดอย่างเช่นวันวิสาขบูชาไว้ มาในยุคหลัง พิธีมาฆบูชาจัดให้มีเทศน์ตลอดคืน จึงได้เลือกปาฐะหรือบทบาลีที่เห็นว่าเข้ากับเรื่องของมาฆบูชาจากพระไตรปิฏกมาเป็นบทสำหรับสวดอย่างที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้สำหรับวันวิสาขบูชา แต่ในชั้นต้นท่านใช้ปาฐะบทใดบ้าง ไม่ได้จดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ทางวัดบวรนิเวศวิหารเห็นว่าควรจักได้จัดรวบรวมเรียบเรียงเป็นแบบไว้เพื่อสะดวกแก่ผู้มาภายหลังจะได้ใช้สืบไป จึงได้จัดพิมพ์ขึ้นไว้ดังปรากฏในหนังสือนี้


                                                                                       วัดบวรนิเวศวิหาร
                                                                                      กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

 

......................................................................


กำหนดการวันมาฆบูชา

( ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ )

เวลา ๐๙.๐๐ น.  แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
เวลา ๑๓.๐๐ น.  แสดงพระปาฏิโมกข์
เวลา ๑๙.๐๐ น. ตีระฆัง พระภิกษุสามเณรประชุมกันที่พระอุโบสถ
                     ทำพิธีต่อไปนี้

ทำวัตรค่ำ-สวดมนต์

สูตรสวดมนต์ที่สวด

๑. ขัดตำนาน (สมนฺตา จกฺกวาเฬสุ)
๒. ปุพพภาคนมการ (นโม ตสฺส)
๓. สรณคมน (พุทฺธํ สรณํ)
๔. สีลุทฺเทสปาฐํ (ภาสิตมิทํ เตน ภควตา)
๕. สํเวควตฺถุปริกิตฺตนปาฐํ (อิธ ตถาคโต โลเก)
๖. โคตรมกเจติยธมฺมปริยาย (อภิญฺญาย โข โส ภควา)
๗. ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตํ (เอวมเม สุตํ)
๘. โอวาทปาฏิโมกฺขคาถา (อุทฺทิฏฐํ โข เตน ภควตา )
๙. สุปุพฺพณฺหสุตฺตคาถา (สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ)
๑๐. สุขาภิยาจนคาถา (ยํ ยํ เทวมนุสฺสานํ)
๑๑. สุมงฺคลคาถา (โหตุ สพฺพํ)

          จบแล้ว ออกทำการบูชาที่พระสถูปเจดีย์เสร็จแล้ว อุบาสกอุบาสิกาทำการบูชาเวียนเทียนแล้วกลับเข้ามาประชุมทำวัตรสวดมนต์ ณ พระอุโบสถ

  • แสดงพระธรรมเทศนา ตลอดคืน
  • สวดปตฺติทานคาถา (ยา เทวตา)
  • เทวตาอุยฺโยชนคาถา (ทุกฺขปฺปตฺตา)
  • สุมงฺคลคาถา (สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ)
  • ทำวัตรเช้า

วัดบวรนิเวศวิหาร

ทำบุญวันมาฆบูชาที่วัดบวรนิเวศฯ และผลสอบธรรมศึกษาชั้นโท

Posted on 4 March 2007 at 09:00 in ธรรมะ

          เมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา (3 มี.ค. 2550) ผมกับภรรยาได้ไปทำบุญและกราบพระอาจารย์ฉลอง (พระมหานายก) ที่คณะขาบบวร วัดบวรนิเวศวิหาร หลังจากห่างหายไปจากวัดอยู่หลายเดือน สอบถามพระอาจารย์ว่าผลสอบนักธรรมและธรรมศึกษาออกหรือยัง? พระอาจารย์ตอบว่า เพิ่งออกไม่กี่วันไปดูแล้ว เราสอบผ่าน :) ได้เป็นลำดับที่ 2 ส่วนที่ 1 เป็นคุณถาวร โชติชื่น นักพูดชื่อดังและเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิศวฯ จุฬาฯ รู้สึกว่าเป็นข่าวดีต้อนรับวันมาฆบูชาปีนี้ (ซึ่งคืนมาฆบูชาก็จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงด้วย) ปลายปีถ้าไม่ติดอะไรเราก็คงสมัครสอบธรรมศึกษาชั้นเอกต่อไป พระอาจารย์ฉลองได้เล่าให้ฟังว่า มีโยมช่วยรวบรวมกัณฑ์เทศน์ที่พระอาจารย์เทศน์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นแผ่น MP3 แต่อยู่ระหว่างให้โยมไปตัดต่ออ่านชื่อกัณฑ์เทศน์ และวันเวลาที่เทศน์ ในแต่ละครั้งอยู่ ใกล้จะเสร็จแล้ว ทำให้เกิดแนวคิดว่า น่าจะทำ CD MP3 นี้เป็นของแจกตอนปีใหม่ จะได้เป็นธรรมทานซึ่งดีกว่าทานทั้งปวง
          ที่วัดบวรฯ ช่วงนี้ จะมีเสียงดังสักหน่อย เพราะกำลังอยู่ระหว่างบูรณะปรับปรุงทั้งวัด ตั้งแต่พระอุโบสถ ตำหนักเพ็ชร กุฏิต่างๆ ดู
จากป้ายประกาศก็น่าจะเสร็จราวๆปลายพฤศจิกายน พระนวกพรรษกาลปีนี้ก็คงจะเจอฝุ่นเยอะหน่อย แต่ก็ดี เพราะตอนที่บวชเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็นั่งคุยกับหลวงพี่อยู่ว่า น่าจะมีการบูรณะวัดเสียทีให้สมกับเป็นวัดที่มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นเจ้าอาวาส มีประวัติยาวนาน เจ้าอาวาสวัดก็ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชแทบทุกพระองค์ และวัดเองก็มีเงินทุนเพียงพอที่จะปรับปรุง 
          หลังจากกราบลาพระอาจารย์ ก็ไปนั่งคุยกับหลวงพี่เต้ที่คณะเขียวบวรต่อ ท่านเต้บอกว่า ช่วงนี้มีคนบวชเยอะ เข้าใจว่าเป็นช่วงปิดเทอม การบวชนอกพรรษาของวัดบวรฯนั้น จะบวชพร้อมๆกันหลายๆรูปเป็นรุ่นๆ และต้องบวชไม่น้อยกว่า 15 วันเพื่อจะได้มีเวลาศึกษาเล่าเรียนได้พอสมควร แต่จริงๆแล้วไม่พอหรอก เพราะตอนผมบวช 1 พรรษา (3 เดือนครึ่ง) เรียนตลอดพรรษาก็จบแค่หลักสูตรนักธรรมตรี ยังไม่ได้ฝึกปฏิบัติเท่าไหร่เลย ถ้าจะให้เหมาะ น่าจะบวชเรียนช่วงพรรษาที่วัดบวรฯ และพอออกพรรษาก็ไปฝึกปฏิบัติที่วัดป่าต่างจังหวัดอย่างน้อยซัก 1 เดือนจึงจะสึก น่าจะพัฒนาตนเองได้มากกว่า
          ท่านเต้สอบถามว่า เรียนโหราศาสตร์ไปถึงไหนแล้ว ก็เลยผูกดวงของท่านกับ PDA Phone ที่ติดตัวมาเลย ดูดวงทินวรรษของ
ท่านแล้วบอกท่านไปว่า ปีนี้จะเริ่มงานใหม่ๆและจะประสบความสำเร็จ แต่บรรยากาศจะดูยุ่งๆ ปวดหัว มีเรื่องขัดแย้งกันอยู่พอสมควร ท่านน่าจะมีกิจนิมนต์เยอะ และน่าจะต้องเดินทางบ่อยๆ ดูดวงพระก็ยากเหมือนกัน เพราะไม่รู้จะดูเรื่องอะไร คนทั่วไปชอบถามเรื่องงาน เงิน และความรัก สำหรับพระจะตัดเรื่องความรักออก หรืออาจจะดูให้ทันระวังเรื่องโยมผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่รู้ว่าจะดีหรือเปล่า เรื่องการเงิน ก็ไม่เหมือนฆราวาสทั่วไป เราเลยคิดไปว่า ถ้าการเงินดี ก็อาจมีโยมมานิมนต์ทำบุญเยอะก็ได้
          เดินไปเวียนเทียนที่โบสถ์ เห็นพระราชสุมนต์มุนี (ท่านเพิ่งได้ฉลองยศเมื่อธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา เดิมท่านมีสมณศักดิ์เป็น
พระอมรโมลี) กำลังยืนคุมงานอยู่หน้าโบสถ์ เลยเดินเข้าไปไหว้ท่าน ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่ขยันมาก ถ้ามาที่วัดบวรฯในวันสำคัญทางศาสนาอย่างนี้ มักจะเห็นท่านยืนคุมงานอยู่หน้าโบสถ์เสมอ คอยสั่งการให้ลูกศิษย์อำนวยความสะดวกให้กับญาติโยมที่มาวัด รวมถึงให้ทำความสะอาดอีกด้วย ตั้งแต่ท่านขึ้นมาดูแลงานนี้ในวัดก็เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเหมือนกัน อย่างเช่นวันนี้ วัดจะมีดอกไม้ ธูปเทียนบริการให้ญาติโยมที่จะมาเวียนเทียนฟรี โดยไม่ต้องซื้อหามา มีการแจกหนังสือเล่มเล็กๆ (สำหรับวันนี้เป็นบทบาลีสำหรับสวดทำนองสรภัญญะในวันมาฆบูชา) ส่วนใครจะทำบุญเท่าไหร่ก็แล้วแต่ศรัทธา
          เวียนเทียนเสร็จก็เข้าไปกราบพระพุทธชินสีห์ และพระสุวรรณเขต พระประธานในโบสถ์ อ้อมหลังฐานชุกชีไปหน้าพระประธาน
จะมีโอ่งใส่น้ำมนต์ ก็เข้าไปรดน้ำมนต์เป็นสิริมงคล น้ำมนต์ของวัดบวรฯเป็นน้ำมนต์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเจ้าอาวาส ไม่เคยขาดช่วง วัดจะมีพิธีทำน้ำมนต์ใหญ่ประจำปีในคืนวันวิสาขบูชาของทุกปี จะมีการเทศน์และสวดมนต์ตลอดคืนจนรุ่งเช้า ก็จะมีญาติโยมมานั่งฟังเทศน์จนเช้าเพื่อรอรับน้ำมนต์เสมอ
         จากนั้นขึ้นไปกราบพระเจดีย์ด้านหลังโบสถ์ เดี๋ยวนี้วัดเปิดให้กราบสักการะทุกวันสำคัญทางศาสนา (เมื่อก่อน เปิด
เฉพาะวันเข้าพรรษา) ด้านในพระเจดีย์จะมีพระเจดีย์องค์เล็กอยู่ 5 องค์ ประกอบด้วย 4 องค์โดยรอบและองค์ตรงกลางอีกหนึ่งองค์ เราก็เข้าไปกราบพระเจดีย์ศิลาด้านในเช่นเคย พระเจดีย์ศิลาองค์นี้ มีหลักฐานที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ค้นพบเมื่อคราวบูรณะพระเจดีย์เมื่อประมาณปี 2506-08 เป็นกระดาษเขียนด้วยลายมือ (น่าจะเป็นลายพระหัตถ์รัชกาลที่ 4) ได้ความว่า สร้างไว้เมื่อคราวผ่องพ้นไพรี ตั้งชื่อว่าพระเจดีย์ไพรีพินาศ
          ออกจากพระเจดีย์แต่ยังไม่ลงบันได ก็เดินเวียนขวาไปทางหลังโบสถ์ เพื่อกราบพระไพรีพินาศองค์จริง พระไพรีพินาศนี้เป็นพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 4 ได้รับจากพระมอญเมื่อครั้งผนวชและเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ช่วงนั้นพระองค์และพระคณะธรรมยุติกนิกายถูกกลั่นแกล้งจากเจ้านายบางพระองค์ (ถ้าจำไม่ผิดจะชื่อ หม่อมไกรสร) เช่น เมื่อพระธรรมยุติเข้าไปรับบาตรในวัง ก็ให้คนตักข้าวต้มร้อนๆใส่ในบาตร เพื่อให้แขนพระถูกลวก ฯลฯ หลังจากพระองค์ได้รับพระไพรีพินาศนี้มาก็ปรากฏว่า หม่อมไกรสรต้องโทษขบถ ถูกลดยศ และประหารชีวิตไป สมดังคำว่า ไพรีพินาศ พระองค์จึงถวายนามพระพุทธรูปนี้ว่า พระไพรีพินาศ (เรื่องราวนี้ผมเขียนจากความจำ อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ใจความไม่น่าผิดพลาด สำหรับเรื่องราวโดยละเอียด ผมจะค้นหนังสือและหาโอกาสมาเขียนเล่าใน Blog อีกที)
          จบกระบวนการมาวัดในวันมาฆบูชา ได้แก่ ทำบุญถวายของใช้ให้พระภิกษุ รับฟังธรรมะจากพระอาจารย์ เวียนเทียน กราบ
พระพุทธรูปและพระเจดีย์ รดน้ำมนต์ ถวายปัจจัยให้วัด ก็ถือว่าอิ่มบุญในวันมาฆบูชา พร้อมกลับไปทำงานต่อไปครับ

ตัวอย่างเรียงความแก้กระทู้ธรรม

Posted on 14 November 2006 at 11:21 in ธรรมะ

     เขียนเรื่องธรรมศึกษามาหลายวัน ชักติดลม เลยไปรื้อเรียงความแก้กระทู้ธรรมที่เคยเขียนเมื่อครั้งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ 1 พรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารเมื่อปี ๒๕๔๕ คิดว่าจะทยอยนำมาลงใน Blog จนหมดครับ


เรียงความแก้กระทู้ธรรม

ครั้งที่ ๒/๒๕๔๕

ฉายา ธมฺมวํโส

อ่านวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๕

__________________________________________

มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร

มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน

                                    สํ. ส. ๑๕/๕๐

          บัดนี้ จักได้พรรณนากระทู้ธรรมที่ตั้งไว้ข้างต้นนั้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

          คำว่า มิตร แปลว่า เพื่อน ผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ อันคนเราทุกคนนั้นต่างก็มีมิตรที่คบหาสมาคมด้วยกันทั้งนั้น แต่มิตรคนแรกที่ทุกคนรู้จัก ก็คือ มารดา เพราะว่ามารดาคอยอุปถัมภ์เลี้ยงดูบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คอยเอาใจใส่เลี้ยงดูจนกระทั่งบุตรเติบใหญ่ คำว่า มิตรในเรือนตน นั้น เป็นการแสดงให้เห็นความแตกต่างของมารดากับมิตรอื่นๆ เพราะมารดานั้นอยู่ในบ้างหลังเดียวกับบุตรตั้งแต่เกิด ต่างจากมิตรที่คบหาในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือสังคมทั่วไป ที่รู้จักภายหลังจากที่เราเติบใหญ่ขึ้น ความผูกพันของคนที่อยู่ในเรือนกับนอกเรือนย่อมแตกต่างกัน คนที่อยู่ในเรือนเดียวกันย่อมรับรู้เรื่องราวเกือบทุกเรื่อง คอยเป็นเพื่อนในทุกสถานการณ์ มีความไว้วางใจ และไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดๆก็ตาม เราย่อมกลับมาตั้งหลักหาที่พักพิงในบ้าน โดยมีมารดาเป็นมิตรในเรือนคอยอุปการะเอาใจใส่เราเสมอมา

          พระพุทธเจ้าทรงจำแนกมิตรแท้ออกเป็น ๔ จำพวก เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วก็จะพบว่า มารดามีลักษณะตรงตามมิตรแท้ทุกประการ และดูเหมือนจะมีความลึกซึ้งยิ่งกว่าลักษณะมิตรแท้ที่อธิบายไว้อีกด้วย มิตรจำพวกแรก คือ มิตรมีอุปการะ มารดาเฝ้าคอยอุปการะเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่ยังไม่รู้เดียงสา จนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และถึงแม้ว่าบุตรจะเติบโตเพียงใดก็ตาม มารดาก็ยังคอยปกป้องดูแลบุตรเสมอ แม้บุตรจะไม่ได้ออกปากด้วยซ้ำไป มิตรแท้จำพวกที่สองคือ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ยามใดที่บุตรมีปัญหา มารดาจะเข้ามาสอบถามและช่วยเหลือเสมอ ยอมเสียสละทุกสิ่งได้เพื่อลูก แม้กระทั่งอวัยวะหรือชีวิตของตัวเอง ดังจะเห็นจากข่าวที่พบในหนังสือพิมพ์เสมอ ที่มารดายินดีเสียสละไตของตัวเองเพื่อให้หมอนำไปใส่ให้บุตรที่มีปัญหาเรื่องไต มิตรจำพวกที่สามคือ มิตรแนะประโยชน์ เรื่องนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะมารดาเป็นครูคนแรกของบุตร สอนให้ลูกเป็นคนดี ละเว้นความชั่ว รวมทั้งสั่งสอนแนวทางการใช้ชีวิต เพื่อให้บุตรสามารถเติบโตออกสู่โลกภายนอกได้ และมิตรแท้จำพวกที่สี่คือ มิตรมีความรักใคร่ ไม่ว่าบุตรจะไปประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลวในชีวิต มารดาจะมีความสุขหรือความทุกข์ร่วมไปกับบุตรทุกเรื่อง

          จากลักษณะความเป็นมิตรแท้ของมารดาที่ได้กล่าวมานั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า บุญคุณที่มารดามีต่อบุตรนั้นมากมายมหาศาล บุตรทุกคนจำเป็นต้องมีความระลึกและตอบแทนบุญคุณท่าน หรือที่เรียกว่า มีความกตัญญูกตเวทิตาต่อมารดา โดยการตอบแทนสมควรที่จะนำคำสอนในพุทธศาสนาเรื่อง ทิศ ๖ มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ กล่าวคือ ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว ต้องเลี้ยงท่านตอบ คอยเอาใจใส่ทำกิจให้ท่าน ดำรงวงศ์สกุล ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก และเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน

          การตอบแทนพระคุณของมารดา เป็นเรื่องที่บุตรต้องกระทำด้วยความเพียร มิใช่คอยผัดวันประกันพรุ่ง จนไม่ได้ทำเสียที ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยไหนก็สามารถตอบแทนพระคุณของมารดาได้ การตอบแทนท่านขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เราย่อมได้รับอานิสงส์เร็วกว่าจะรอให้ท่านล่วงลับไปก่อน เพื่อให้ท่านรู้สึกยินดีที่เห็นบุตรเป็นคนดี มีความกตัญญูกตเวที ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ การเพียงตอบแทนพระคุณมารดาเช่นนี้ จะสมดังพระพุทธภาษิตจาก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก ว่า

อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ

ควรรีบทำความเพียรในวันนี้.

 

          สรุปความว่า ในบรรดามิตรทั้งหลาย มารดาเป็นมิตรคนแรกของบุตร ที่ดูแลอุปการะฉันท์มิตรแท้ และยากที่จะหามิตรอื่นมาเปรียบ ดังนั้น บุตรจะต้องพากเพียรในการตอบแทนพระคุณของท่าน ให้สมกับที่ท่านดูแลเรามา เท่าที่พรรณนาความมาตั้งแต่ต้น ก็สมควรแก่เนื้อความสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า

มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร

มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน


เรียงความแก้กระทู้ธรรมนี้ ได้รับการตรวจจากพระเทพสิทธิโมลี โดยท่านได้วิจารณ์ไว้ว่า "อธิบายขยายความธรรมะในบทกระทู้ได้มีอรรถะ สาระ ธรรมะ พอสมควร"

ไปสอบธรรมศึกษาชั้นโทเรียบร้อยแล้ว

Posted on 14 November 2006 at 12:34 in ธรรมะ

     ตามที่เล่าให้ฟังวันก่อนว่าจะไปสอบธรรมศึกษาชั้นโท ผมได้ไปสอบเรียบร้อยแล้วครับเมื่อวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2549 แรม 5 ค่ำ เดือน 12 ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ มีคนไปสอบเยอะเหมือนกัน เห็นแล้วก็ชื่นใจที่มีคนสนใจธรรมะค่อนข้างมาก ชั้นตรี เห็นสอบประมาณ 400 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน ส่วนชั้นโทที่ผมสอบก็มีอยู่ประมาณ 100 กว่าคน คุณถาวร โชติชื่น นักพูดชื่อดัง ก็มาสอบชั้นโทด้วย ส่วนชั้นเอก ก็เห็นมาสอบราวๆ 40 คน

     ตอนเช้าเริ่มสอบเวลา 8:30 น. เป็นวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม กระทู้โจทย์ที่กำหนดมาคือ

อโมฆํ ทิวสํ กยิรา     อปฺเปน พหุเกน วา

ยํ ยํ วิวหเต รตฺติ       ตทูนนฺตสฺส ชีวิตํ.

ควรทำวันคืนไม่ให้เปล่าจากประโยชน์น้อยหรือมาก เพราะวันคืน
ผ่านบุคคลใดไป ชีวิตของบุคคลนั้น ย่อมพร่องจากประโยชน์นั้น.

(สิริมณฺฑเถร)                                           ขุ.เถร. ๒๖/๓๓๕

ส่วนผมก็ได้ยกพุทธศาสนสุภาษิต 2 บทเพื่อขยายกระทู้บทดังกล่าว ตามที่ได้ท่องไป (เคล็ดลับการสอบวิชานี้ คือเราต้องท่องพุทธศาสนสุภาษิต อย่างน้อย 3 บท เพื่อใช้ประกอบเรียงความ จริงๆใช้แค่ 2 บท แต่ต้องเผื่อไว้อีก 1 กันข้อสอบออกกระทู้บทที่เราท่องไป จะได้เหลืออีก 2 บทไว้เขียนประกอบ) กระทู้ที่ผมใช้ขยายความคือ

พุทธศาสนสุภาษิตที่ 1

ยาทิสํ วปเต พีชํ          ตาทิสํ ลภเต ผลํ

กลฺยาณการี กลฺยาณํ  ปาปการี จ ปาปกํ.

บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี
ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว.

                                                                        สํยุตฺตนิกาย สคาถวคฺค

พุทธศาสนสุภาษิตที่ 2

ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ     กุสเลน ปิถียติ

โสมํ โลกํ ปภาเสติ      อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา.

ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว ละเสียได้ด้วยกรรมดี ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง
เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอกฉะนั้น.

                                                                       มชฺฌิมนิกาย มชฺฌิมปณฺณาสก

     ตอนบ่าย สอบวิชาธรรม ข้อสอบปรนัย 50 ข้อ ให้เวลา 50 นาที รู้สึกว่าพระอาจารย์ท่านออกข้อสอบเน้นเป็นเรื่องๆ เรื่องไหนออกข้อสอบก็จะเจอหลายๆข้อติดกัน เช่น ออกเรื่องอัคคิ ๓ ก็ออกมาทั้ง 3 ข้อเลย หรือเรื่องอกุศลวิตก ๓ ออกมาถึง 5 ข้อ

     พอ 14:00 น. ก็สอบวิชา อนุพุทธประวัติ ปรนัย 50 ข้อ 50 นาทีเหมือนกัน ส่วนแรกเป็นเรื่องประวัติพระสาวกจำนวน 40 ข้อ เท่าที่ดูข้อสอบจะเน้นพระสาวกองค์สำคัญเป็นหลัก ได้แก่ พระอัญญาโกณฑัญญะ (7 ข้อ) พระสารีบุตร (12 ข้อ) ส่วนองค์รองๆก็ออกน้อยหน่อย เพราะฉะนั้น ควรเน้นอ่านละเอียดสำหรับองค์หลักๆประมาณ 8 รูป ส่วนอีก 32 รูปก็อ่านเฉพาะประเด็นเด่นๆ (ขอบเขตหลักสูตรจะเรียนประวัติพระสาวก 40 รูปครับ) ตอนท้ายวิชานี้จะเป็นเรื่องศาสนพิธี 10 ข้อ ไม่ยากเท่าไหร่

     15:00 น. สอบวิชาสุดท้ายคือ อุโบสถศีล (วินัย) ปรนัย 50 ข้อ 50 นาทีเช่นกัน วิชานี้ต้องอ่านให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งเนื้อหาจริงๆก็ไม่มากเหมือนวิชาอื่น จึงไม่ยาก แต่ข้อสอบก็จะออกค่อนข้างละเอียด

     ถ้าปีนี้ ผลสอบออกมาผ่าน ปีหน้าก็ตั้งใจว่าจะสอบธรรมศึกษาชั้นเอกอีก เอาให้ถึงที่สุดไปเลย

 

จะสอบธรรมศึกษาโทวันศุกร์นี้แล้ว

Posted on 8 November 2006 at 12:08 in ธรรมะ

     หลังจากไปบวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศอยู่ 1 พรรษาเมื่อปี 2545 ก็ตั้งใจมาหลายปีว่าจะสอบธรรมศึกษาโทให้ได้ (หลังจากได้นักธรรมตรีตอนบวชอยู่) มาปีนี้เพิ่งมีโอกาสได้ไปสมัครเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จริงๆก็เกือบจะเลยกำหนดสมัครแล้ว แต่พระอาจารย์ท่านเมตตาใส่ชื่อให้จึงมีโอกาสได้สอบในสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร

     แต่พอสมัครกลับไม่ได้อ่านหนังสือซะงั้น มัวแต่ไปเตรียมเปิดเว็บไซต์อยู่ วันนี้ (7 พ.ย.49) เพิ่งรู้สำนึกเลยรีบไปซื้อตำราที่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ตรงบางลำภู ซื้อมาเยอะมาก 19 เล่ม ไม่รู้ว่าจะอ่านทันได้อย่างไรเหมือนกัน แต่ก็พยายามดู

     หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่า นักธรรม กับธรรมศึกษาต่างกันอย่างไร เลยคิดว่าน่าจะเขียนลงใน Blog เสียหน่อย หวังว่าผลบุญแห่งการเผยแพร่เรื่องนี้อาจช่วยให้เราสอบผ่านธรรมศึกษาโทครั้งนี้ได้บ้าง (ดูจะโลภเล็กน้อย)

     หลักสูตรการศึกษาในสายพระของเมืองไทย จะแบ่งเป็น 2 สาย คือ บาลี กับธรรม หลักสูตรบาลีจะบริหารโดยแม่กองบาลีสนามหลวง เป็นการศึกษาเกี่ยวกับภาษาบาลีโดยใช้ตำราทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักสูตร เมื่อสอบได้จะมีระดับเป็น เปรียญธรรม 1-2 จนถึง 9 ประโยค ซึ่งผมไม่ถนัดเพราะบวชแค่พรรษาเดียว เลยไม่ได้เอาดีทางนี้ แต่มีพระที่ท่านบวชพรรษาเดียวกับผม ซึ่งท่านไม่สึกเมื่อครบพรรษา คงซึ้งในรสพระธรรม ท่านก็ได้ศึกษาจนตอนนี้เป็นพระมหาแล้ว (แปลว่าสอบได้อย่างน้อยเปรียญ 3 ประโยคขึ้นไปแล้ว) ทิดที่บวชรุ่นผมก็เลยรู้สึกอนุโมทนากับความเจริญทางธรรมของท่านไปด้วย สาธุ

     สำหรับสายธรรมนั้น จะมีแม่กองธรรมสนามหลวงเป็นผู้บริหาร (ปัจจุบัน แม่กองธรรมสนามหลวง คือ พระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศวิหาร พระอาจารย์ที่เมตตาให้ผมบวชในคณะท่านเอง) สำนักงานแม่กองธรรมฯตั้งอยู่ที่บางลำภู ตรงข้ามวัดบวรฯ ที่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของสมาคมโหรแห่งประเทศไทยฯ สายธรรมนั้นจะแบ่งการสอบเป็น 2 หลักสูตร คือนักธรรม สำหรับพระภิกษุ สามเณร ข้อสอบจะเป็นอัตนัยทั้งหมด ส่วนธรรมศึกษามีไว้สำหรับให้ฆราวาสสอบ โดยข้อสอบจะเป็นอัตนัยเฉพาะเรียงความแก้กระทู้ธรรม ที่เหลือเป็นปรนัย โดยทั้ง นักธรรม และธรรมศึกษาจะมี 3 ระดับเหมือนกันคือ ตรี โท และเอก

     วิชาในการสอบสำหรับธรรมศึกษาโท ที่ผมจะต้องสอบในวันศุกร์นี้ ประกอบด้วย

  1. วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม เป็นการเขียนเรียงความอธิบายพุทธศาสนสุภาษิตที่กำหนดมา โดยผู้สอบต้องอ้างพุทธศาสนสุภาษิตมาประกอบอีกไม่น้อยกว่า 2 บท (บทละ 4 วรรค)
  2. วิชาธรรมวิภาค เกี่ยวกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะยากกว่าระดับตรี
  3. วิชาอนุพุทธประวัติ เกี่ยวกับประวัติของพระอรหันตสาวก ผู้เป็นเอตทัคคะ จำนวน 40 รูป
  4. วิชาศาสนพิธี เกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆทางพระพุทธศาสนา
  5. วิชาอุโบสถศีล เกี่ยวกับศีลอุโบสถ (ศีล 8)

     ท่านใดสนใจก็ขอเชิญสมัครสอบในปีต่อไปครับ หากมีคำถามจะ post ถามใน Blog ก็จะยินดีมากที่มีคนสนใจธรรมะในพระพุทธศาสนา

ธาตุน้ำ: ศิลปิน

Posted on 20 October 2006 at 12:42 in โหราศาสตร์

            ธาตุกลุ่มสุดท้ายที่เราจะพูดถึงก็คือธาตุน้ำ ซึ่งราศีที่ครองธาตุน้ำจะประกอบด้วย ราศีกรกฎ ราศีพิจิก และราศีมีน กลุ่มราศีธาตุน้ำนี้ คาร์ล จุง (Carl Jung) จัดให้อยู่ในกลุ่ม Feeling Type (เน้นความรู้สึก)

            ธาตุน้ำเป็นธาตุที่สำคัญของโลกและมนุษย์ เพราะกว่า 70% ของผิวโลกเป็นพื้นน้ำ และกว่า 70%ของร่างกายมนุษย์ก็ประกอบด้วยน้ำ เมื่อเราสังเกตวงจรของน้ำก็จะพบว่า น้ำทะเลระเหยกลายเป็นไอ จับตัวกันเป็นก้อนเมฆ ตกลงมาเป็นน้ำฝนลงสู่ทะเลอีกครั้ง จะเห็นว่าธรรมชาติของธาตุน้ำก็คือการค้นหาเพื่อกลับไปสู่สถานะดั้งเดิม

            ชาวธาตุน้ำให้ความสำคัญกับความรู้สึก จินตนาการ และสัญชาตญาณ รวมไปถึงสิ่งที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ แต่สามารถรู้สึกได้ เหมือนกับการเรียนรู้จากอารมณ์ มากกว่าปัญญา

            เทพเจ้าของธาตุน้ำมักจะดูลึกลับและซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้ ได้แก่ จันทราเทวี ผู้ครองราศีกรกฎ เทพีแห่งราตรี สะท้อนถึงความไม่เปิดเผย ความอ่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงตามวงจรของข้างขึ้นข้างแรม  พลูโต เทพเจ้าผู้ครองราศีพิจิก (ร่วมกับเทพเจ้ามาร์ส) ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งอาณาจักรใต้พิภพหรือนรก ผู้ครองขุมสมบัติใต้ดิน และเทพเนปจูนผู้ครองราศีมีน ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งมหาสมุทร ผู้ซึ่งดูลึกลับและไม่เปิดเผย เมื่อดูสัญลักษณ์ของราศีธาตุน้ำอันได้แก่ ปูในราศีกรกฎ แมงป่องในราศีพิจิก และปลาในราศีมีน จะพบว่าเป็นสัตว์เลือดเย็น ที่มีชีวิตด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเด่นของธาตุน้ำคือ สัญชาตญาณ และความเร้นลับ

            ถ้าเราถามชาวธาตุน้ำว่า ทำไมถึงเลือกสิ่งนี้ จะได้คำตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าใช่ นั่นคือชาวธาตุน้ำไม่ใช่คนที่ให้เหตุผลได้ดี แต่จะตัดสินใจด้วยความรู้สึกหรือสัญชาตญาณ นอกจากนี้มักเป็นคนที่มีจินตนาการเหนือจริง จึงมักจะเป็นศิลปินที่ใช้จินตนาการได้ดี กระทั่งชาวธาตุน้ำที่เป็นผู้บริหารก็ตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณและความรู้สึกว่าใช่เช่นกัน จุดเด่นสำคัญของชาวธาตุน้ำคือความคิดสร้างสรรค์๋ที่ไม่ยึดติดในกรอบใดๆ และการเอาใจใส่ในความรู้สึกของเพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดความเป็นมิตรในที่ทำงาน

            ความแตกต่างของรูปแบบการบริหารของแต่ละธาตุจะเห็นได้จาก ชาวธาตุไฟพยายามเอาชนะด้วยพลังอำนาจ ชาวธาตุดินใช้ความมุ่งมั่นและความสม่ำเสมอ ชาวธาตุลมใช้เหตุผลและระบบ แต่ชาวธาตุน้ำจะไม่พยายามเอาชนะ แต่จะปล่อยให้สถานการณ์พาไป

            รูปแบบการนำเสนองานของชาวธาตุน้ำคือ การใช้อารมณ์ความรู้สึกดึงดูดผู้ฟัง ผ่านความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วม นอกจากนี้ในการเจรจาต่อรอง ชาวธาตุน้ำจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเป็นหลัก มากกว่าจะใช้เหตุผลหรืออำนาจบังคับ ซึ่งจะทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยบางครั้งแทบไม่ต้องอธิบายเหตุผลกัน แต่แนวทางนี้ก็เป็นจุดอ่อนเช่นกัน เพราะการใช้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลจะสร้างความกระอักกระอ่วนเมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัวและบางครั้งไม่ได้นำไปสู่ผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นอีกด้วย

            ชาวธาตุน้ำมักจะแพ้ทางชาวธาตุลม เพราะชาวธาตุลมจะสามารถแจกแจงเหตุผลที่ควรจะเป็นออกมาได้อย่างชัดเจน และทำให้ชาวธาตุน้ำไม่สามารถแย้งได้เลย เพราะไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ ขณะเดียวกันชาวธาตุน้ำจะไปได้ด้วยดีกับชาวธาตุดิน เพราะชาวธาตุดินจะสามารถนำความคิดสร้างสรรค์ของชาวธาตุน้ำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นได้จริง และชาวธาตุน้ำก็จะไม่ไปขวางทางชาวธาตุดินผู้มุ่งมั่น โดยจะโอนอ่อนผ่อนตามชาวธาตุดิน ทั้งสองธาตุจึงส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ธาตุลม: นักวิเคราะห์

Posted on 18 October 2006 at 01:43 in โหราศาสตร์

            มาต่อกันที่ชาวธาตุลม ซึ่งราศีที่ครองธาตุลมจะประกอบด้วย ราศีมิถุน ราศีตุลย์ และราศีกุมภ์ กลุ่มราศีธาตุลมนี้ คาร์ล จุง (Carl Jung) จัดให้อยู่ในกลุ่ม Thinking Type (เน้นการคิด)

            ราศีธาตุลมเป็นราศีแห่งการใช้เหตุผลและปัญญา เพราะเชื่อว่าการใช้เหตุผลและปัญญาจะนำพาไปสู่ความจริง ไม่เชื่อในการใช้ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณในการตัดสินใจ ถ้าชาวธาตุดินบอกว่า มันเป็นความจริงต่อเมื่อฉันสัมผัสมันได้ ชาวธาตุลมก็จะบอกว่า มันเป็นความจริงต่อเมื่อฉันคาดการณ์หรืออนุมานเอาได้ ชาวธาตุลมชอบตั้งคำถามว่าทำไมเพื่อค้นหาความจริง ชอบรวบรวมข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ ประเมิน และแยกแยะ

            นอกจากนี้การคิดแล้ว ธาตุลมเป็นธาตุแห่งความปรองดองและการรวมกลุ่ม เนื่องจากทุกชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยการสูดลมหายใจ คน สัตว์ และพืชต่างหายใจในอากาศเดียวกัน สะท้อนการอยู่ร่วมกันจากธาตุลม ชาวธาตุลมนิยมการอยู่เป็นสังคม การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกัน แต่การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมต้องอยู่ภายใต้ระบบ กฎ กติกาที่วางเอาไว้ ไม่ใช่อิสระทำตามใจได้ทุกอย่าง

ถ้าเปรียบเทียบลมในแต่ละราศีแล้ว จะพบว่า ราศีมิถุนเปรียบเหมือนลมปลายฤดูใบไม้ผลิที่นำความสดชื่อและกระตือรือร้นมาให้ ราศีตุลย์เปรียบเหมือนลมช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงที่นำความสงบสุขมา และราศีกุมภ์เปรียบเหมือนพายุฤดูหนาวที่นำความเปลี่่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงมา จากลักษณะของลมดังกล่าวก็จะพบว่า ธาตุลมไม่อยู่นิ่ง ปรับตัว และเปลี่ยนแปลง

            เทพเจ้าของธาตุลมก็มีลักษณะคล้ายกันตามลักษณะของลม แต่ก็มีความต่างในรายละเอียด เทพเจ้าประจำราศีมิถุนคือ เมอร์คิวรี (Mercury) หรือเทพเฮอร์เมส (Hermes) ซึ่งเป็นเทพแห่งการสื่อสาร จึงมีลักษณะเด่นในเรื่องการสื่อสาร การเปลี่ยนแปลง และการเรียนรู้ เทพีประจำราศีตุลย์คือ เทพีวีนัส (Venus) ผู้ทรงเสน่ห์ แสดงถึงการหาเหตุผลที่จะปรองดอง การสร้างสันติ ลดความรุนแรง สำหรับเทพเจ้าประจำราศีกุมภ์นั้นคือ เทพยูเรนัส (Uranus) ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงและการปฏิวัติ รวมไปถึงการสร้างแนวคิดใหม่ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยการเปลี่ยนแปลงของเทพยูเรนัสจะเป็นการเปลี่ยนระดับสังคม แต่การเปลี่ยนแปลงของเทพเมอร์คิวรีของราศีมิถุนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับบุคคล

            ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ สัญลักษณ์ของราศีธาตุลมจะเป็นมนุษย์ทั้งหมด (ราศีกันย์เป็นราศีเดียวที่ไม่ใช่ธาตุลมแล้วมีสัญลักษณ์เป็นมนุษย์) ราศีมิถุนเป็นคนคู่ ราศีกุมภ์เป็นคนถือคนโทน้ำ และราศีตุลย์เป็นรูปหญิงบริสุทธิ์ถือตาชั่ง (แม้ว่าบ่อยครั้งมักจะเป็นรูปตาชั่งอย่างเดียวเท่านั้น)

            ในที่ำทำงาน ชาวธาตุลมจะเป็นนักคิด นักวางแผน และนักกลยุทธ์ ด้วยความที่เป็นคนมีเหตุมีผลและไม่ชอบการใช้ความรู้สึก ชาวธาตุลมจะสร้างระบบการทำงานขึ้นมา และจะหลีกเลี่ยงการพึ่งพาความสามารถเฉพาะบุคคล พูดง่ายๆคือชาวธาตุลมชอบทำงานเป็นทีม มากกว่าโชว์เดี่ยว ชาวธาตุลมจะนำเสนองานโดยเน้นการใช้เหตุผลและทฤษฎีที่พัฒนาจากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ ที่สำคัึญเขาชอบให้มีการโต้ตอบ การถกเถียงอย่างมีเหตุผล จึงเป็นลักษณะการสื่อสารแบบ 2 ทาง (two-way communication) เมื่อมีการเจรจาต่อรอง ชาวธาตุลมจะพยายามสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ต้องการให้มีความขัดแย้ง และชอบตั้งคำถามประเภท “จะเป็นอย่างไรถ้า…” (“What-if Question) เพื่อให้คู่เจรจาพิจารณาความเป็นไปได้ในแง่มุมต่างๆโดยยังไม่ต้องตัดสินใจ กระทั่งได้รับข้อมูลเพียงพอจึงตัดสินใจร่วมกัน

            จุดอ่อนสำคัญของชาวธาตุลมคือ เน้นเหตุผลและระบบงาน จนไม่ให้่ความสำคัญกับความรู้สึกของคน ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในโลกความเป็นจริง นอกจากนี้ การมุ่งให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันมักจะจบลงด้วยฝ่ายตรงข้ามได้รับผลประโยชน์มากกว่าตัวเรา

            ชาวธาตุลมมักจะแพ้ทางชาวธาตุดิน เพราะธาตุดินจะไม่สนใจความคิดที่หลากหลายหรือทฤษฎีที่จับต้องไม่ได้ของชาวธาตุลม แต่จะมุ่งไปยังประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก จนทำให้ชาวธาตุลมมักจะต้องยอมชาวธาตุดินเสมอ แต่เมื่อทำงานกับชาวธาตุไฟแล้ว ชาวธาตุลมจะทำงานร่วมกันได้ดี เพราะชาวธาตุไฟจะสามารถนำแนวคิดของชาวธาตุลมไปปฏิบัติได้โดยเร็วและได้รับการยอมรับในวงกว้างมากกว่า เพราะชาวธาตุไฟจะจับประเด็นของชาวธาตุลมได้เร็ว และเมื่อนำไปลงมือทำ ชาวธาตุไฟจะไม่ข้ามความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเหมือนชาวธาตุลม จึงดึงดูดคนมาร่วมทำงานได้มากกว่า

ธาตุดิน: นักปฏิบัติ

Posted on 17 October 2006 at 12:30 in โหราศาสตร์

            หายไปนานจาก Blog เพราะยุ่งเรื่องงานกับการย้ายบ้าน ที่สำคัญที่บ้านใหม่ยังต่อเน็ตไม่ได้ พอเริ่มซาลง ก็เลยมาเขียน Blog ต่อ พบว่าตัวเองเขียนเรื่องธาตุทั้งสี่กับการจัดการไปได้แค่ธาตุไฟธาตุเดียวเอง ต้องรีบเขียนให้จบทั้งสี่ธาตุแล้ว ไม่งั้นก็ค้างคาไปเรื่อยๆ

            ธาตุกลุ่มที่ 2 ที่ผมจะพูดถึงคือ ธาตุดิน ซึ่งประกอบด้วยราศี 3 ราศี ได้แก่ ราศีพฤษภ ราศีกันย์ และราศีมกร ตามทฤษฎีของคาร์ล จุง จะบุคคลที่มีบุคลิกธาตุดินว่า Sensation Type (เน้นสัมผัส) ซึ่งหมายถึงบุคคลที่รับรู้เฉพาะสิ่งที่สัมผัสได้ทางกายภาพ ให้ความสำคัญเฉพาะสิ่งที่มองเห็น ได้ยิน หรือจับต้ัองได้

            บุคคลธาตุดินจะมีลักษณะเด่นในเรื่องการคุ้มครอง รักษา สะสม และต้องการข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่ใช่เป็นเพียงการคาดการณ์หรือความคิดฝัน พูดแบบฝรั่งก็เรียกว่าเป็นพวก Realistic (สัจจนิยม) จุดเด่นของคนธาตุดินคือเป็นนักปฏิบัติ นักแก้ปัญหา ที่สำคัญเมื่อรับผิดชอบงานใดแล้ว ก็จะดำเนินการจนเสร็จ ไม่จับจด มีความอดทนอดกลั้น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค สำหรับจุดด้อยของคนธาตุดินแล้วจะเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับคนธาตุไฟ นั่นคือ คนธาตุดินมักเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย (Pessimistic) ระแวดระวังสูง และไม่ยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง แต่จะมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายเดิมที่วางไว้

            รูปแบบการสื่อความของชาวธาตุดินจะเป็นลักษณะบอกข้อเท็จจริง ใช้เหตุผลเป็นหลัก มีสถิติประกอบ และมักเป็นการสื่อสารทางเดียว (One-way Communication) แต่จะไม่มีลักษณะปลุกเร้าและจูงใจเหมือนกับชาวธาตุไฟ

            ชาวธาตุดินเป็นราศีนักปฏิบัติที่จะสร้างสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้น แต่ละราศีของธาตุดินจะมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกันไป ราศีพฤษภซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปวัว ซึ่งสะท้อนถึงการเติมเต็มความต้องการทางร่างกาย ที่ต้องการอยู่รอดและมีความปลอดภัยในชีวิต ด้วยการสะสมของต่างๆ เช่น อาหาร ทรัพย์สิน ฯลฯ ราศีกันย์ต้องการที่จะเติมเต็มความต้องการด้านปัญญา ด้วยการสะสมข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ ส่วนราศีมกรต้องการที่จะเติมเต็มความต้องการด้านจิตวิญญาณ ด้วยการบรรลุความทะเยอทยานและเป้าหมายของชีวิต

            ด้วยความเป็นนักปฏิบัติและไม่ยืดหยุ่น ทำให้ชาวธาตุดินมักจะแพ้ทางชาวธาตุไฟ เพราะชาวธาตุไฟจะคอยคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ทำให้ชาวธาตุดินตามไม่ทันและทำให้หงุดหงิด ผสมกับความรู้สึกว่าชาวธาตุไฟเป็นพวกจับจด ทำอะไรไม่เคยเสร็จสิ้น และคอยจะสร้างความวุ่นวายให้คนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำให้ไม่ถูกโฉลกมากขึ้นไปอีก แต่ชาวธาตุดินจะเข้ากันได้ดีกับชาวธาตุน้ำ เพราะชาวธาตุน้ำมักจะปรับตัวง่าย ทำให้โอนอ่อนตามความต้องการของชาวธาตุดิน ที่สำคัญชาวธาตุน้ำจะมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีซึ่งเป็นการเติมเต็มจุดอ่อนของชาวธาตุดินได้อีกด้วย

ธาตุไฟ: นักริเริ่ม

Posted on 15 August 2006 at 04:22 in โหราศาสตร์

            ครั้งก่อน ผมลองนำธาตุทั้งสี่มาเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมการจัดการของแต่ละองค์กร แล้วรู้สึกว่าเข้าทีเหมือนกัน ทำให้เกิดความสนใจและได้ค้นคว้าเพิ่มเติมเรื่องธาตุกับการจัดการ โดยเชื่อว่า ถ้าเราเข้าใจลักษณะของคนแต่ละธาตุแล้ว ก็จะทำให้รู้วิธีการติดต่อหรือบริหารงานคนกลุ่มนั้นได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าโหราศาสตร์สามารถนำมาใช้ในหลักการบริหารจัดการได้อย่างดีเยี่ยม ไม่แพ้การนำหลักวิชาทางด้านจิตวิทยา หรือพฤติกรรมศาสตร์มาใช้เลย

เริ่มต้นกันที่ธาตุไฟ ในทางโหราศาสตร์ ราศีที่ครองธาตุไฟจะประกอบด้วย 3 ราศี ได้แก่ ราศีเมษ ราศีสิงห์ และราศีธนู คาร์ล จุง (Carl Jung) ปรมาจารย์ด้านจิตวิเคราะห์ได้เรียกบุคคลที่มีบุคลิกตามธาตุไฟว่า Intuitive Type (เน้นสัญชาตญาณ)

            บุคคลธาตุไฟเป็นคนที่นิยมการกระทำมากกว่าคำพูด ชอบริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทำให้เก่งในการเริ่มต้นโครงการใหม่ๆ แต่มักจะไม่สามารถดูแลจนจบโครงการ ในสถานการณ์ที่คนอื่นมองเห็นปัญหา ชาวธาตุไฟจะมองเห็นโอกาสเสมอ ด้วยบุคลิกที่มีความกระตือรือร้นและชอบเอาชนะ บุคคลธาตุไฟจะทำหน้าที่ชักชวนจูงใจผู้อื่นได้ดีและมักจะเป็นผู้นำเสมอ

            ด้วยความเป็นคนที่ชอบทำอะไรรวดเร็ว และมักจะเร่งรีบ ทำให้ข้อด้อยสำคัญของชาวธาตุไฟก็คือ ความขาดความอดทน และมักจะจบด้วยความวุ่นวายของงาน หรือทิ้งความวุ่นวายให้คนอื่นมาเก็บกวาด ที่สำคัญมักเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตนเอง จนไม่ค่อยจะสนใจความรู้สึกผู้อื่น

            รูปแบบการสื่อความของชาวธาตุไฟ จะมีลักษณะปลุกเร้าความสนใจ สร้างแรงบันดาลใจ โดยใช้วาทศิลป์ เพื่อดึงดูดใจผู้ฟัง กล่าวได้ว่า ชาวราศีธาตุไฟจะเป็นนักพูดที่เก่ง อย่างไรก็ตาม ชาวธาตุไฟจะชอบการสื่อสารทางเดียว (One-way Communication) จึงไม่ใช่นักฟังที่ดี

            แม้จะดูว่าชาวธาตุไฟจะเป็นผู้นำและชอบเอาชนะด้วยผลงาน แต่โดยทั่วไปแล้ว ชาวธาตุไฟจะแพ้ทางชาวราศีธาตุน้ำ เพราะคนธาตุน้ำมักใช้รูปแบบความสัมพันธ์ส่วนตัวในการทำงาน ซึ่งความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมักจะทำให้ไม่เกิดการเผชิญหน้าในแบบที่ชาวธาตุไฟถนัด ตรงข้ามรูปแบบการใช้เหตุผลแบบชาวธาตุลมจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าได้ง่ายกว่า ซึ่งเรื่องนี้จะตรงกับธรรมชาติที่ น้ำดับไฟ และลมช่วยกระพือไฟให้ลุกโชน

            ความแตกต่างของบุคคลธาตุไฟที่อยู่ต่างราศี จะมองเห็นได้ชัดเมื่อเราวิเคราะห์จากสัญลักษณ์ประจำราศี จุดร่วมของสัญลักษณ์ประจำราศีธาตุไฟคือ เป็นรูปสัตว์ป่าทั้งสิ้น โดยราศีเมษ (Aries) จะมีสัญลักษณ์เป็นรูปเขาแกะ ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะการเข้าต่อสู้ของแกะที่จะใช้ก้มหัวลง ยกเขาขึ้น และวิ่งชนกันเพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่ง ชาวราศีเมษจะไม่ใช้วิธีการเจรจาหรือให้คนกลางตัดสิน แต่จะพิสูจน์ความแข็งแกร่งกันโดยตรง แต่ราศีสิงห์ (Leo) ซึ่งมีสัญลักษณ์คือสิงโต จะใช้การคำรามเสียงดังเพื่อขู่ศัตรูมากกว่าการต่อสู้โดยตรง สิงโตจะสู้เมื่อหิวและเมื่อถูกบังคับให้ต่อสู้เท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งสิงโตจะต่อสู้ต่อเมื่อใช้วิธีการอื่นๆที่จะรักษาอำนาจแล้วล้มเหลว สำหรับราศีธนู (Sagittarius) สัญลักษณ์คือ เซนทอร์ (Centaur) ที่เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ เซนทอร์เล็งธนูไปยังดวงดาว สะท้อนลักษณะชาวราศีธนูที่มองไปยังเป้าหมายที่อยู่ไกล ทำให้ลักษณะการเผชิญหน้าแตกต่างไปจากชาวราศีเมษและธนูที่ต้องการเอาชนะให้ได้ แต่ชาวราศีธนูจะมองข้ามความขัดแย้งเฉพาะหน้าแต่จะมุ่งเอาชนะภาพรวมมากกว่า

            ความแตกต่างอีกประการหนึ่งของชาวธาตุไฟแต่ละราศีก็คือ ลักษณะการลงมือทำ กล่าวคือ ชาวราศีเมษมักจะลงมือทำคนเดียวหรือทำแบบที่ตนเองต้องการ ชาวราศีธนูจะชอบเป็นผู้นำแล้วมอบหมายให้ทีมงานลงมือทำมากกว่า แต่ชาวราศีธนูมักจะเป็นผู้วางแผนงานหรือให้แนวคิดเพื่อกระตุ้นให้ผู้อื่นลงมือทำ

            ครั้งหน้า เราจะมาดูบุคลิกของบุคคลธาตุดินกันต่อ

ธาตุทั้งสี่กับการจัดการ

Posted on 9 August 2006 at 10:28 in โหราศาสตร์

            วันก่อนนำเรื่องเทพเจ้ากรีกกับการจัดการของ Charles Handy มาเล่าให้ฟัง แล้วทิ้งท้ายว่าจะลองนำมาวิเคราะห์ในแง่มุมโหราศาสตร์ดู กลับไปคิดทบทวนสักพักก็รู้สึกว่า ถ้าใช้แง่มุมความหมายทางโหราศาสตร์แล้ว ความหมายของเทพเจ้ากับลักษณะของวัฒนธรรมการจัดการที่ Charles Handy นำมาใช้จะไม่สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันเท่าไหร่นัก เช่น ซุสในทางโหราศาสตร์ก็ออกจะไม่ใช่เผด็จการ หรือการรวมศูนย์อำนาจ แบบที่ Handy อธิบาย เพราะภาคหนึ่งของซุสก็คือ พฤหัส (Jupiter) ที่ให้ความหมายไปในทางขยายตัว ประสบความสำเร็จ (ในแง่ลบก็จะบอกถึงความไม่รู้จักพออีกด้วย) ส่วนเซอุสที่เป็นดาวทิพย์ก็ให้ความหมายไปในเรื่องการอำนวยการ ดาวทั้ง 2 ดวงก็ไม่ได้สะท้อนภาพวัฒนธรรมแบบซุสของ Handy เลย จึงคิดใหม่ว่าลองนำมาเปรียบเทียบกับธาตุทั้งสี่ (ไฟ ดิน ลม น้ำ) ดู ก็รู้สึกเข้่าที เลยนำมาเล่าสู่กันฟังดู

            วัฒนธรรมแบบซุส เน้นเรื่องการนำโดยผู้นำคนเดียว ความรวดเร็วในการตัดสินใจ เรียกได้ว่าเป็น องค์กรอำนาจนิยม (Power Organization) จึงเทียบเคียงได้กับธาตุไฟ เพราะธาตุไฟมีลักษณะการลุกโชติช่วงออกมา เป็นผู้ริเริ่มกระทำสิ่งใหม่ๆด้วยความกระตือรือร้น ไม่สนใจกรอบกติกาที่มีอยู่

            วัฒนธรรมแบบอพอลโล เน้นการทำงานที่เป็นระบบ ตามบทบาทหน้าที่ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เรียกว่า องค์กรแบบราชการ (Bureaucracy Organization) ซึ่งจะตรงกับธาตุดิน เพราะธาตุดินจะเน้นการปฏิบัติได้จริง โดยอยู่ภายใต้กรอบกติกา และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง

            วัฒนธรรมแบบอธีนา เน้นความรู้ความสามารถ ไม่ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ ไม่อยู่ใต้อำนาจผู้นำคนเดียว และเน้นการทำงานเป็นทีม เรียกว่าเป็น องค์กรแบบทีมเวิร์ก (Team working Organization) นั่นคือมีลักษณะเป็นธาตุลม ซึ่งเน้นถึงความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เน้นทีมมากกว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และรักความยุติธรรมไม่เอาเปรียบกัน

            วัฒนธรรมแบบไดโอนิซุส เน้นความเป็นปัจเจกบุคคลและความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคน ผู้นำมีบทบาทน้อยมาก เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ชอบให้ใครมาสั่งการ เรียกได้ว่าเป็น องค์กรผู้เชี่ยวชาญ (Expert Organization) ลักษณะนี้จะตรงกับธาตุน้ำ เพราะธาตุน้ำจะบ่งบอกถึงความอ่อนไหวทางอารมณ์ มีความคิดสร้่างสรรค์สูง นิยมความเป็นปัจเจกบุคคล และเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

            เพราะฉะนั้น ในแง่มุมของโหราศาสตร์ ผมคิดว่าความคิดเรื่องธาตุทั้งสี่กับการจัดการ ดูจะเข้ากันได้มากกว่าเทพเจ้าทั้งสี่ที่ Charles Handy เลือกมาเป็นอุปมาอุปไมยในตำราการจัดการของเขา ที่สำคัญเมื่อเรามองเห็นภาพของธาตุทั้งสี่แล้ว ยังสามารถแยกออกในรายละเอียดออกเป็น 12 ราศีได้อีกด้วย เพราะในแต่ละธาตุจะสามารถแยกย่อยรายละเอียดไปได้อีกธาตุละ 3 ราศี ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยไม่เหมือนกัน เช่น ธาตุไฟ แยกออกเป็นราศีเมษ สิงห์ และธนู ครั้งหน้ามีโอกาสจะลองแยกแยะมาเล่าสู่กันฟังอีกที

เทพเจ้ากับการจัดการ

Posted on 8 August 2006 at 01:12 in โหราศาสตร์

             วันก่อนได้อ่านนิตยสาร MBA ฉบับเดือนกรกฎาคม 2549 ซึ่งได้นำเสนอเรื่อง “God at Work: เลือกเทพแบบไหนให้องค์กรคุณ” เป็น Theme หลักของเรื่อง โดยถอดความมาจากหนังสือเรื่อง “Gods of Management” ของ Charles Handy ปรมาจารย์ทางด้านการจัดการชั้นนำของโลก แม้เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับโหราศาสตร์สักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นการนำบุคลิกและประวัติของเทพเจ้ากรีกมาใช้ในศาสตร์ของตัวเองคล้ายกับโหราศาสตร์เช่นกัน

            Charles Handy ได้แต่งหนังสือเรื่องนี้ไว้หลายปีแล้ว (พิมพ์ครั้งแรกในปี 1978 และมีการปรับปรุงเพิ่มเติมหลายครั้งโดยครั้งล่าสุดในปี 1995) โดยได้นำลักษณะของเทพเจ้ากรีก 4 องค์มาแสดงรูปแบบการจัดการ 4 รูปแบบ ดังนี้

ซุส (Zeus)

o         ซุส (ในวงการโหราศาสตร์ยูเรเนียนเมืองไทย จะเรียกว่า เซอุส เป็นชื่อดาวทิพย์ดวงหนึ่ง) หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า จูปิเตอร์ (Jupiter) เป็นราชาแห่งทวยเทพทั้งปวง ครองบัลลังก์ ณ สวรรค์บนยอดเขาโอลิมปัส มีอาวุธคู่ใจคือ สายฟ้าที่มีอานุภาพร้ายกาจยิ่ง

o         จากลักษณะอันยิ่งใหญ่ของเทพซุส องค์กรแบบซุสจะนำโดยผู้นำที่มีบารมีสูง (Charismatic Leader) และอำนาจของแต่ละบุคคลในชมรม (Club) หรือแก๊ง (Gang) จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่มีกับผู้นำ โดยมีสัญลักษณ์คือใยแมงมุม ที่มีศูนย์กลางสำคัญที่สุด และมีเส้นใยแยกกระจายออกจากศูนย์กลาง แสดงถึงความสำคัญจะลดลงตามระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง จึงมักออกไปในทางเล่นพวกพ้อง

o         การตัดสินใจในองค์กรแบบนี้จะเน้นที่ความรวดเร็ว ไม่เน้นความถูกต้องของรายละเอียด เลือกที่จะพูดมากกว่าเขียน

o         ตัวอย่างเช่น เถ้าแก่เจ้าของกิจการ, กลุ่มการเมือง, แก๊งมาเฟีย, ที่เห็นชัดเจนที่สุดในปัจจุบันก็น่าจะเป็นพรรคไทยรักไทย ที่นำโดยผู้นำคนเดียวคือทักษิณ ชินวัตร และความสำคัญของสมาชิกพรรคจะขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดกับหัวหน้าพรรค

อพอลโล (Apollo)

o         อพอลโล เป็นชื่อในภาษาโรมัน โดยมีชื่อกรีกว่า อพอลลอน (Apollon เป็นดาวทิพย์ดวงหนึ่งในโหราศาสตร์ยูเรเนียนเช่นกัน) หมายถึงสุริยเทพ เป็นเทพแห่งธรรมะและกฎหมาย เทพแห่งสัจวาจา และเทพแห่งศิลปวิทยา

o         จากลักษณะของเทพดังกล่าว Handy จึงเปรียบเทียบวัฒนธรรมแบบอพอลโลด้วยสัญลักษณ์รูป วิหารกรีก ซึ่งแข็งแกร่ง สวยงาม และเป็นระบบ ทำให้สะท้อนถึงการทำงานที่เน้นบทบาทหน้าที่ (Role) ไม่ใช่ผันแปรตามผู้นำคนใดคนหนึ่ง

o         โครงสร้างการบริหารงานของวัฒนธรรมนี้จะชัดเจนและไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง สมาชิกในกลุ่มจะรู้บทบาทหน้าที่ผ่านลำดับชั้นในการบริหารงาน กฎกติกาในการทำงานและอยู่ร่วมกันจะมีการตกลงไว้อย่างชัดเจน และไม่ชอบความบังเอิญ

o         ตัวอย่างเช่น ธนาคาร, บริษัทที่ก่อตั้งมานาน เช่น ปูนซิเมนต์ไทย, ปตท.

อธีนา (Athena)

o         คือเทพีผู้ครองปัญญาและวิทยาการ ในภาษาโรมันเรียกว่า มิเนอร์วา (Minerva ตรงจุดนี้ เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้เขียน Harry Potter ได้นำชื่อนี้มาเป็นชื่อของอาจารย์มักกอนนากัล เพราะบอกถึงความเป็นผู้รู้ของอาจารย์ประจำบ้านกริฟฟินดอร์)

o         ในวัฒนธรรมนี้ จะเน้นความรู้ความสามารถของคนเป็นหลัก ไม่ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่เหมือนแบบอพอลโล หรือไม่ผูกติดกับคนใดคนหนึ่งเหมือนแบบซุส แต่เน้นการทำงานเป็นทีม โดยมีสัญลักษณ์เป็น “ตาข่าย” ที่เชื่อมต่ออย่างหลวมๆ แต่ละหน่วยดูแลตนเองภายใต้กลยุทธ์ใหญ่ขององค์กร

o         องค์กรแบบนี้จะเหมาะกับบุคคลที่มีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ ไม่อยากอยู่ใต้กรอบแบบอพอลโล หรือภายใต้ผู้นำอย่างซุส

o         ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ปรึกษา, เอเยนซี่โฆษณา, บริษัทวิจัยตลาด หรือหน่วยธุรกิจในบริษัทไฮเทค

ไดโอนิซุส (Dionysus)

o         คือเทพผู้ค้นพบและครองผลองุ่นและเหล้าองุ่น (Wine) หรือเทพแห่งสุราเมรัย รวมถึงความสำราญจากการดื่มเมรัยอีกด้วย มีชื่อโรมันคือ แบคคัส (Bacchus)

o         จากลักษณะของเทพไดโอนิซุส จึงเป็นวัฒนธรรมที่เน้นความเป็นปัจเจกบุคคล ภาษาวิชาการเรียกว่า Existential ในวัฒนธรรมนี้ อิสรภาพของแต่ละคนสำคัญที่สุด ไม่มีใครเป็นเจ้านายใคร โดยองค์กรมีอยู่เพื่อช่วยให้ปัจเจกบุคคลบรรลุเป้าหมายของตนเองเท่านั้น

o         ตัวอย่างเช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย, ทนายความ, นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ทั้ง 4 วัฒนธรรมนี้ อาจอยู๋ภายใต้องค์กรเีดียวกันก็ได้ โดยแต่ละช่วงของธุรกิจจะต้องลัีกษณะวัฒนธรรมแตกต่างกันไป ในช่วงอยู่ตัว จะต้องการวัฒนธรรมแบบอพอลโล ช่วงกำลังพัฒนาต้องการวัฒนธรรมแบบอธีนา หรือช่วงสถานการณ์เฉพาะหน้า จะนิยมให้วัฒนธรรมแบบซุสแลไดโอนิซุสมาดูแล

ครั้งหน้า เราจะมาดูกันต่อว่า ถ้าเราเอางานของ Charles Handy มาวิเคราะห์ในแง่มุมของโหราศาสตร์แล้วจะิเป็นอย่างไร

ปโตเลมีที่เป็นฟาโรห์อียิปต์ ไม่ใช่ปโตเลมีที่เขียน Tetrabiblos

Posted on 7 August 2006 at 12:51 in โหราศาสตร์

            ในภาพยนตร์เรื่อง Alexander ที่เข้าฉายเมื่อ 2 ปีก่อน (มี Colin Farrell เป็นดารานำ) ตัวละครหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้เล่าเรื่องและเป็นแม่ทัพสำคัญในกองทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ นั่นคือ ปโตเลมี (Ptolemy) ซึ่งเล่นโดย Anthony Hopkins ในภาพยนตร์เล่าว่า หลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์สวรรคต อาณาจักรมาซิโดเนียก็แตกกระจายออกไปโดยมีแม่ทัพในกองทัพกรีกแยกตัวออกไปครองอาณาจักรต่างๆเหล่านั้น สำหรับปโตเลมี ขุนพลคนสำคัญของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ก็ได้มาเป็นฟาโรห์ครองอาณาจักรอียิปต์

            เมื่อผมศึกษาโหราศาสตร์ยูเรเนียน และได้ศึกษาเรื่องโค้งสุริยยาตร์ (Solar Arc) ซึ่งมีหลักสำคัญคือ “1 วันเท่ากับ 1 ปี” โดยอาจารย์ประยูรได้ระบุว่า ท่านอัลเฟรด วิตเตอ (Alfred Witte) นำมาจากคัมภีร์เตตราบิโบลส (Tetrabiblos) ซึ่งเขียนโดยท่านปโตเลมี นักดาราศาสตร์และนักโหราศาสตร์คนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก ผมมีความเข้าใจไปเองว่าเป็นคนเดียวกับปโตเลมีในเรื่อง Alexander ทำให้รู้สึกทึ่งในความสามารถของท่านปโตเลมีมากว่า นอกจากจะเก่งเรื่องการทหารและการปกครองแล้ว ยังเก่งเรื่องดาราศาสตร์และโหราศาสตร์อีกด้วย ต่อมา ผมได้ค้นคว้าเกี่ยวกับท่านปโตเลมีเพิ่มเติม ก็พบว่า ตัวเองเข้าใจผิดอย่างเต็มเปา เพราะปโตเลมีที่เป็นฟาโรห์อียิปต์ เป็นคนละคนกับปโตเลมีที่เป็นนักโหราศาสตร์

ปโตเลมีที่เป็นฟาโรห์อียิปต์พระองค์แรกนั้น ท่านมีชื่อว่า Ptolemy I Soter มีชีวิตอยู่ระหว่าง 367 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง 283 ปีก่อน ค.ศ. ท่านเป็นชาวมาซิโดเนีย และเป็นขุนพลคนสำคัญคู่ใจของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชในการออกรบขยายดินแดนมาซิโดเนียไปจนถึงอินเดีย โดยเป็นหนึ่งในเจ็ดองครักษ์ที่ใกล้ชิดของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ (ผมรู้สึกว่าคล้ายๆกับ 5 ทหารเสือของเล่าปี่ยังไงก็ไม่ทราบ) ภายหลังที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์สวรรคต ท่านปโตเลมีก็ได้กลายเป็นผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์ในช่วง 323 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง 283 ปีก่อน ค.ศ. โดยเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ปโตเลมีที่ปกครองอาณาจักรอียิปต์กว่า 300 ปี จนกระทั่งถูกอาณาจักรโรมันรุกรานและยึดครองในรัชสมัยของพระนางคลีโอพัตราผู้เลอโฉม บทบาทสำคัญของท่านปโตเลมีที่ 1 นอกจากที่กล่าวมาแล้ว คือเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ทำให้ประวัติของพระองค์มีมาถึงทุกวันนี้จนกลายมาเป็นภาพยนตร์ชื่อดัง

สำหรับปโตเลมีที่เป็นนักโหราศาสตร์นั้น มีชื่อว่า คลอเดียส ทอเลเมอุส (Claudius Ptolemaeus) เป็นชาวกรีก มีชีวิตในช่วง ค.ศ. 100-178 (หลังปโตเลมีที่ 1 ประมาณ 400 กว่าปี) เป็นนักภูมิศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักโหราศาสตร์ เชื่อกันว่ามีชีวิตและทำงานอยู่ในเมือง อเล็กซานเดรีย ประเทศ อียิปต์ ปโตเลมีท่านนี้เป็นผู้แต่งตำราหลายเล่มซึ่งส่งผลสำคัญอย่างยิ่งต่ออารยธรรมในยุโรปและมุสลิมในยุคต่อมา เล่มแรกชื่อ “Almagest” เป็นตำราดาราศาสตร์ที่บอกว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล (Geocentric) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการดาราศาสตร์จนกระทั่วโคเปอร์นิคัสเสนอทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล (Heliocentric) ในศตวรรษที่ 16 เล่มที่สองคือ “Geopraphia” เกี่ยวกับความรู้ด้านภูมิศาสตร์ของกรีก-โรมัน และเล่มที่สามที่เป็นตำราที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับโหราศาสตร์ นั่นคือ “Tetrabiblos” (แปลว่า ตำรา 4 เล่ม) และเป็นที่มาของหลัก “1 วันเท่ากับ 1 ปี” และยังมีเนื้อหาว่าด้วยการพยากรณ์เหตุการณ์บ้านเมือง (Mundane Astrology) โดยปรากฏการณ์ต่างๆบนท้องฟ้า เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา ฯลฯ

            ประสบการณ์จากความเข้าใจผิดในครั้งนี้ของผม สอนให้ผมตระหนักว่า คราวหลัง อย่าทึกทักด่วนสรุปเอาเองโดยเห็นเพียงแค่ชื่อเหมือน เราควรศึกษาให้ลึกมากขึ้นก่อนที่จะสรุปอะไรลงไป แต่ข้อดีก็คือทำให้ผมได้ความรู้ทั้งเรื่องของราชวงศ์ปโตเลมี และนักปราชญ์อย่างท่านคลอเดียส ทอเลเมอุส ครับ

จะเลือกนักพยากรณ์อย่างไรดี

Posted on 6 August 2006 at 01:23 in โหราศาสตร์

            ต่อเนื่องจากเมื่อวานในเรื่องธุรกิจหมอดู คราวนี้ลองมาดูในมุมของคนทั่วไปที่อยากจะไปใช้บริการหมอดูหรือนักพยากรณ์ดูบ้าง ว่าจะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกอย่างไร สำหรับบทความนี้ ผมขอพูดเฉพาะกรณีที่ต้องการดูดวงเพื่อตัดสินใจเรื่องต่างๆในชีวิต (ซึ่งจะไม่รวมการดูดวงเพื่อความเพลิดเพลินหรือความบันเทิง) เพราะน่าจะเป็นกรณีที่มักจะจริงจังในการเลือกนักพยากรณ์

            ก่อนไปถึงหลักเกณฑ์ ผมอยากพูดถึงนิยามของคำว่านักพยากรณ์กันก่อนเพื่อที่จะได้มีความเข้าใจตรงกัน ส่วนตัวแล้วผมมองวิชาชีพนักพยากรณ์ชะตาชีวิต (หรืออาจจะเรียกว่า หมอดู, โหร, นักโหราศาสตร์ หรืออื่นๆ ก็แล้วแต่ สำหรับบทความนี้ ผมขอเรียกว่านักพยากรณ์ก็แล้วกัน) เหมือนกับที่ปรึกษาอย่างหนึ่ง หมายถึงผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งแล้วใช้ความรู้นั้นให้คำปรึกษากับผู้มารับบริการ เช่น ที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Personal Financial Advisor), ที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Advisor), ที่ปรึกษากฎหมาย (Legal Advisor) ฯลฯ โดยผู้มารับบริการจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะเชื่อตามคำแนะนำของที่ปรึกษาหรือไม่ ความหมายโดยนัยก็คือ ผู้มารับบริการ (หรือเจ้าชะตา ในกรณีนี้) จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตของตนเอง ไม่ใช่จะเชื่อตามนักพยากรณ์ไปทั้งหมด เพราะไม่มีใครจะมีข้อมูลของชีวิตได้ดีและจะมีผลได้ผลเสียกับการตัดสินใจเท่ากับเจ้าตัวอีกแล้ว

            ผมขอเล่าประสบการณ์การเลือกนักพยากรณ์ของผมก็แล้วกัน ตอนนั้นแฟนผมมีเรื่องต้องตัดสินใจสำคัญในเรื่องงาน หลังจากได้คิดด้วยศาสตร์การตัดสินใจทั่วไปแล้ว (เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเรียนของผมในคณะวิศวกรรมศาสตร์เลยนะครับ) นั่นคือ เริ่มจากสร้างทางเลือกที่เป็นไปได้ กำหนดปัจจัยที่ใช้ตัดสินใจ พร้อมทั้งถ่วงน้ำหนักปัจจัยตามความสำคัญ และวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละทางเลือกโดยให้คะแนนแต่ละปัจจัย แล้วนำมาตัดสินใจ แม้จะคิดอย่างรอบคอบเช่นนี้แล้ว ก็ยังลังเลอยู่ดี ผมจึงเสนอเธอไปว่า ไปดูดวงดีกว่า

            เริ่มต้นแฟนผมก็ไปดูกับนักพยากรณ์ท่านหนึ่งย่านท่าพระจันทร์ เพราะมีเพื่อนแนะนำมาว่าแม่นมาก ผลปรากฏว่า ท่าทางของนักพยากรณ์ไม่ค่ีอยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ ผสมกับหลักวิชาที่ใช้ก็แปลกๆ เพราะตอนแรกเหมือนจะใช้ดวงไทย แต่พอพยากรณ์จริง ก็ใช้เลขเจ็ดตัวเป็นหลัก แล้วก็พยากรณ์เหมือนกับอ่านคำพยากรณ์จากตู้หยอดเหรียญดูดวง นั่นคือ ทายตามตำรา เช่น เดือนมกราตกเกณฑ์ธงชัยดีมาก กุมภาตกโลกาวินาศไม่ดี เดือนมีนากลางๆ เป็นต้น ไม่สามารถให้คำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลในปัญหาที่เราต้องการจะปรึกษาเลย (จริงๆผมต้องทักท้วงการผูกดวงด้วย เพราะเห็นว่ากรอกดาวจากปฏิทินดาวลงดวงและนับวันเกิดตามหลักทักษาผิด) ผลจากการใช้บริการรอบนี้คือ ไม่เชื่อครับ

            ต่อจากนั้น ผมก็เข้าไปค้นใน Website โหราศาสตร์เพื่อหาอาจารย์ที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับสไตล์ของเรา ก็ได้มาท่านหนึ่ง และเมื่อไปใช้บริการ ก็รู้สึกดีกว่ากว่าคนที่แล้ว เพราะเมื่อถามปัญหาของเรา ก็พยายามจะตีความจากดวงของเรา เพื่อให้คำแนะนำ แต่โดยรวมแล้วจะใช้ภาษาดาวมากกว่าคำพยากรณ์ ที่สนุกไปกว่านั้นคือ มาทายว่าให้ระวังอุบัติเหตุอีก 12 ปีข้างหน้า แถมด้วยคาถาไว้สวดป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งก็แปลกดี

            หลังจากปรึกษามา 2 ท่านก็หยุดความพยายามที่จะไปปรึกษานักพยากรณ์ท่านอื่นอีก และที่ตลกคือ ทั้ง 2 ท่านพยากรณ์ผิดหมดเลย ผมเลยเลิกปรึกษานักพยากรณ์อยู่นาน จนเมื่อปีที่แล้ว มีเพื่อนที่เรียนโหราศาสตร์อยู่แนะนำให้ไปปรึกษาอาจารย์ของเขา ก็เลยไปปรึกษา คราวนี้ประทับใจมากครับ เพราะให้คำปรึกษาอย่างมีเหตุมีผล ไม่พูดภาษาดวงดาวเลย เน้นแต่คำพยากรณ์ โดยนำเอาพื้นดวงมาประกอบการพยากรณ์เหตุการณ์ปัจจุบันด้วย ที่สำคัญคือไม่ทึกทักตัดสินใจแทนเรา แต่จะให้แนวโน้มของชีวิตมาให้เพื่อเราไปตัดสินใจเอง

            จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเลยคิดว่า การแนะนำจากเพื่อนหรือญาติเป็นวิธีการที่ดีในการเลือกนักพยากรณ์ แต่ไม่เพียงพอ เพราะอาจจะไม่ถูกกับจริตของเราก็ได้ (ตัวอย่างเช่น ผมจะไม่ชอบให้คนอื่นมาตัดสินใจแทน แต่อยากได้ความเห็นในมุมมองด้านโหราศาสตร์มากกว่า) จึงขออนุญาตสรุปข้อมูลที่ควรทราบเกี่ยวกับนักพยากรณ์ที่เราจะเลือก ก่อนที่จะไปใช้บริการ ดังนี้

o         นักพยากรณ์ท่านนั้นเชี่ยวชาญหรือใช้หลักวิชาอะไรในการพยากรณ์ เพราะศาสตร์การพยากรณ์มีหลากหลายมาก เช่น โหราศาสตร์ไทย โหราศาสตร์ยูเรเนียน เลข 7 ตัว ทักษา ลายมือ โหงวเฮ้ง ไพ่ยิปซี นั่งทางใน คนทรง ฯลฯ

o         พยากรณ์แบบเน้นเนื้อหามากกว่าภาษาดาวหรือไม่? บางท่านชอบพูดแต่ศัพท์เฉพาะ เช่น อังคารตรีโกณลัคนา เสาร์จตุโกณอาทิตย์ แต่ไม่ยอมพยากรณ์เป็นภาษาปกติเสียที

o         มีประสบการณ์ในการพยากรณ์มานานแค่ไหน?

o         ค่าบริการเท่าไร? คิดเป็นต่อครั้ง หรือต่อชั่วโมง?

o         อนุญาตให้เราอัดเทปเสียงได้หรือไม่?

            เมื่อเราได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว จะสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าจะเลือกนักพยากรณ์ท่านใด นอกจากนี้ ขณะไปใช้บริการ ผมเสนอว่า อย่าให้นักพยากรณ์ฟันธงมาทางเดียว ควรจะถามว่า ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ มีโอกาสเป็นอย่างอื่นได้อีกหรือไม่ เพราะพยากรณ์ศาสตร์เป็นภาษาสัญลักษณ์ สัญลักษณ์หนึ่งๆจะสามารถแปลความหมายไปได้หลายความหมาย การฟันธงแปลว่าเราให้นักพยากรณ์สรุปความแทนเรา ซึ่งมีโอกาสพลาดได้มาก โดยเฉพาะโลกปัจจุบันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จะหานักพยากรณ์ที่รู้รอบไปทุกอย่างเป็นเรื่องเรืองยาก อย่าลืมครับว่า นักพยากรณ์เป็นเพียงที่ปรึกษา ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทนเรา

ธุรกิจหมอดูปี ’49: จากงานวิจัยสู่กลยุทธ์ทางการตลาดของหมอดู

Posted on 5 August 2006 at 12:54 in โหราศาสตร์

            ได้อ่านงานวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เรื่อง “ธุรกิจหมอดูปี ’49: คนกรุงเทพฯจ่ายเงินดูหมอ 2,400 ล้านบาท” ทำให้มองเห็นภาพวงการหมอดูบ้านเราชัดเจนขึ้นทีเดียว ใครสนใจก็ลองเข้าไปดูที่ http://www.kasikornresearch.com/kr/search_detail.jsp?id=6624&cid=12

 

            ถ้าเรานำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ดูจะได้ประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ ดังนี้

o         คนกรุงเทพฯนิยมดูหมอมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต โดยกลุ่มที่ดูเป็นประจำสูงถึง 23% เมื่อเทียบกับ 8.2% จากการสำรวจปี’48 แต่ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่ารายได้ของหมอดูรูปแบบเดิมจะมากขึ้น เพราะคนไปดูหมอผ่านช่องทางใหม่ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต และออร์ดิโอโฟน (1800) ฯลฯ

o         ค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการใช้บริการหมอดูของคนกรุงเทพฯในปี ’49 เท่ากับ 155 บาท ลดลงจากปี ’48 ที่เท่ากับ 270 บาทอย่างเห็นได้ชัด แปลว่า คนที่นิยมดูหมอหันไปใช้บริการฟรีเพิ่มขึ้น เช่น จากสื่อสิ่งพิมพ์ จากอินเตอร์เน็ต หรือผ่านบริการที่ค่าใช้จ่ายต่ำ เช่น มือถือ ออร์ดิโอโฟน

o         กลุ่มอาชีพที่นิยมใช้บริการหมอดูมากที่สุดคือกลุ่มค้่าขาย/กิจการส่วนตัว ประมาณ 26% จะดูหมอเป็นประจำ ด้วยความถี่เฉลี่ย 6.62 ครั้งต่อปี เสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 569 บาทต่อครั้ง ซึ่งสูงกว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของทุกกลุ่มที่เท่ากับ 155 บาทถึง 3.6 เท่าเลยทีเดียว

o         คนกรุงเทพฯที่ใช้บริการหมอดูนั้นร้อยละ 15 ระบุว่าถูกหมอดูหลอก นั่นแปลว่า คุณภาพของวิชาชีพหมอดูในบ้านเรายังมีปัญหาอยู่

o         ประเภทหมอดูยอดนิยม คือ วันเดือนปีเกิด ลายมือ กราฟชีวิต ไพ่ทาโร่ และคนทรง และแตกต่างไปตามกลุ่มอายุเหมือนกัน เช่น กลุ่มที่นิยมไพ่ทาโร่ส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า่ 30 ปี และกลุ่มที่นิยมคนทรงจะอายุมากกว่า 46 ปี

o         ปัจจัยในการเลือกหมอดู ร้อยละ 58.7 มาจากการคำแนะนำของเพื่อนหรือญาติ แปลว่า การตลาดแบบปากต่อปาก (Word-of-Mouth Marketing หรือ Buzz Marketing) เป็นกลยุทธ์ที่มีผลสูงสุดในธุรกิจนี้

 

            จากประเด็นดังกล่าว บรรดานักโหราศาสตร์หรือผู้ประกอบอาชีพเป็นหมอดูน่าจะนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนอาชีพของตนดู ผมเองในฐานะที่ทำงานด้านการวางแผนกลยุทธ์ (แต่ในด้านโหราศาสตร์ ยังถือว่าตนเองเป็นแค่นักเรียนโหราศาสตร์อยู่) ก็ลองมานั่งคิดดูว่า จะนำมากำหนดกลยุทธ์อะไรได้บ้าง และได้แนวคิดคร่าวๆดังนี้

o         ธุรกิจหมอดูเป็นธุรกิจที่น่าสนใจเพราะมีการเติบโตทั้งในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นและเศรษฐกิจขาลง

o         เมื่อตลาดของธุรกิจนี้เติบโตขึ้น หมอดูจำเป็นต้องวางกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง

o         ในตลาดที่มีการเติบโต เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้กลยุทธ์เดียวเพื่อประสบความสำเร็จสำหรับลูกค้าืุทุกกลุ่ม ดังนั้น จะต้องมีการแบ่งส่วนตลาด (Segmentation) กำหนดลูกค้าเป้าหมาย (Target Market) และวางตำแหน่งทางการตลาด (Market Positioning) ให้เหมาะสม

o         จากการวิเคราะห์เบื้องต้น เราสามารถแบ่งส่วนตลาดของธุรกิจหมอดู ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

§         กลุ่มค้าขาย/กิจการส่วนตัว กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และยินดีเสียค่าใช้จ่ายสูงให้กับหมอดูที่สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างแม่นยำ เพราะจะทำให้สามารถสร้างกำไรในธุรกิจของเขาได้อย่างมาก ดังนั้น หมอดูที่จะมุ่งลูกค้ากลุ่มนี้จำเป็นต้องมีความรู้โหราศาสตร์ที่ถ่องแท้ และมีความรู้รอบในเรื่องธุรกิจเพื่อที่จะได้ให้คำปรึกษาได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ รายได้ของหมอดูจากลูกค้ากลุ่มนี้ต่อรายจะค่อนข้างสูง และไม่ต้องมีลูกค้าจำนวนมาก

§         กลุ่มคนทั่วไป กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ยินดีเสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการหมอดูไม่มากนัก เพราะคำปรึกษาของหมอดูไม่ได้ส่งผลในด้านการเงินของเขานัก แต่ส่วนใหญ่จะปรึกษาในเรื่องการงาน การเงิน ครอบครัว หรือเรื่องทั่วไปมากกว่า ดังนั้น หมอดูที่มุ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะต้องมีจิตวิทยาประกอบในการพยากรณ์เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสบายใจ คลายความกังวลในชีวิตไปด้วย เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะเสียค่าใช้จ่ายเพื่อใช้บริการหมอดูอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ดังนั้น หมอดูจะต้องดูลูกค้าจำนวนรายมากกว่ากลุ่มแรก จึงจะมีรายได้เพียงพอ

§         กลุ่มวัยรุ่น/นักศึกษา กลุ่มนี้เน้นดูหมอเพื่อความบันเทิงมากกว่าที่จะต้องการคำปรึกษาอย่างจริงจัง และไม่ต้องการเสียเงินเพื่อการดูหมอมากนัก ดังนั้น หมอดูที่จะเน้นกลุ่มนี้ควรที่จะหาช่องทางใหม่ๆมากกว่าจะเป็นการดูหมอรูปแบบเดิมๆที่ต้องเจอกับลูกค้า ช่องทางใหม่ๆ เช่น พยากรณ์ตามสิ่งพิมพ์ต่างๆ ตาม website ผ่านบริการ SMS หรือระบบออดิโอโฟน โดยการพยากรณ์จะเน้นเรื่องกว้างๆมากกว่าจะเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง

            จะเห็นว่า แม้แต่อาชีพหมอดูหรือนักโหราศาสตร์ (Astrologer) ถ้าจะยึดเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างจริงจังแล้ว ก็จำเป็นต้องนำหลักการบริหารธุรกิจทั้งการบริหารเชิงกลยุทธ์และการตลาดไปใช้ประกอบด้วยจึงจะประสบความสำเร็จ และที่สำคัญที่สุด หมอดูหรือนักโหราศาสตร์จะต้องมีความรู้ทางโหราศาสตร์อย่างแท้จริง มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ไม่หลอกลวง และยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพ จึงจะถือว่าเป็นหมอดูหรือนักโหราศาสตร์ที่ดีและประกอบวิชาชีพได้ยาวนาน เหมือนสุภาษิตที่ว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน”

จะต้อนรับวันเกิดของตัวเองอย่างไรจึงสอดคล้องกับโหราศาสตร์และธรรมะ

Posted on 3 August 2006 at 10:11 in โหราศาสตร์

            ในทางโหราศาสตร์สากล (รวมถึงยูเรเนียนด้วย) เมื่อต้องการพยากรณ์เหตุการณ์ประจำปีของเจ้าชะตา จะมีวิธีการอยู่หลายวิธี เช่น ดูโค้งสุริยยาตร์ (Solar Arc), ดวงเหมายันต์สงกรานต์ (Capricorn Ingress) แต่มีวิธีการหนึ่งซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นดวงประจำปีเฉพาะตัวของเจ้าชะตา นั่นคือ ดวงทินวรรษ (Solar Return)

            ดวงทินวรรษนั้น คือดวงชะตาที่ผูกขึ้นจากเวลาที่อาทิตย์โคจรกลับมา