ทำบุญวันมาฆบูชาที่วัดบวรนิเวศฯ และผลสอบธรรมศึกษาชั้นโท
เมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา (3 มี.ค. 2550) ผมกับภรรยาได้ไปทำบุญและกราบพระอาจารย์ฉลอง (พระมหานายก) ที่คณะขาบบวร วัดบวรนิเวศวิหาร หลังจากห่างหายไปจากวัดอยู่หลายเดือน สอบถามพระอาจารย์ว่าผลสอบนักธรรมและธรรมศึกษาออกหรือยัง? พระอาจารย์ตอบว่า เพิ่งออกไม่กี่วันไปดูแล้ว เราสอบผ่าน :) ได้เป็นลำดับที่ 2 ส่วนที่ 1 เป็นคุณถาวร โชติชื่น นักพูดชื่อดังและเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิศวฯ จุฬาฯ รู้สึกว่าเป็นข่าวดีต้อนรับวันมาฆบูชาปีนี้ (ซึ่งคืนมาฆบูชาก็จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงด้วย) ปลายปีถ้าไม่ติดอะไรเราก็คงสมัครสอบธรรมศึกษาชั้นเอกต่อไป พระอาจารย์ฉลองได้เล่าให้ฟังว่า มีโยมช่วยรวบรวมกัณฑ์เทศน์ที่พระอาจารย์เทศน์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นแผ่น MP3 แต่อยู่ระหว่างให้โยมไปตัดต่ออ่านชื่อกัณฑ์เทศน์ และวันเวลาที่เทศน์ ในแต่ละครั้งอยู่ ใกล้จะเสร็จแล้ว ทำให้เกิดแนวคิดว่า น่าจะทำ CD MP3 นี้เป็นของแจกตอนปีใหม่ จะได้เป็นธรรมทานซึ่งดีกว่าทานทั้งปวง
ที่วัดบวรฯ ช่วงนี้ จะมีเสียงดังสักหน่อย เพราะกำลังอยู่ระหว่างบูรณะปรับปรุงทั้งวัด ตั้งแต่พระอุโบสถ ตำหนักเพ็ชร กุฏิต่างๆ ดูจากป้ายประกาศก็น่าจะเสร็จราวๆปลายพฤศจิกายน พระนวกพรรษกาลปีนี้ก็คงจะเจอฝุ่นเยอะหน่อย แต่ก็ดี เพราะตอนที่บวชเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็นั่งคุยกับหลวงพี่อยู่ว่า น่าจะมีการบูรณะวัดเสียทีให้สมกับเป็นวัดที่มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นเจ้าอาวาส มีประวัติยาวนาน เจ้าอาวาสวัดก็ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชแทบทุกพระองค์ และวัดเองก็มีเงินทุนเพียงพอที่จะปรับปรุง
หลังจากกราบลาพระอาจารย์ ก็ไปนั่งคุยกับหลวงพี่เต้ที่คณะเขียวบวรต่อ ท่านเต้บอกว่า ช่วงนี้มีคนบวชเยอะ เข้าใจว่าเป็นช่วงปิดเทอม การบวชนอกพรรษาของวัดบวรฯนั้น จะบวชพร้อมๆกันหลายๆรูปเป็นรุ่นๆ และต้องบวชไม่น้อยกว่า 15 วันเพื่อจะได้มีเวลาศึกษาเล่าเรียนได้พอสมควร แต่จริงๆแล้วไม่พอหรอก เพราะตอนผมบวช 1 พรรษา (3 เดือนครึ่ง) เรียนตลอดพรรษาก็จบแค่หลักสูตรนักธรรมตรี ยังไม่ได้ฝึกปฏิบัติเท่าไหร่เลย ถ้าจะให้เหมาะ น่าจะบวชเรียนช่วงพรรษาที่วัดบวรฯ และพอออกพรรษาก็ไปฝึกปฏิบัติที่วัดป่าต่างจังหวัดอย่างน้อยซัก 1 เดือนจึงจะสึก น่าจะพัฒนาตนเองได้มากกว่า
ท่านเต้สอบถามว่า เรียนโหราศาสตร์ไปถึงไหนแล้ว ก็เลยผูกดวงของท่านกับ PDA Phone ที่ติดตัวมาเลย ดูดวงทินวรรษของท่านแล้วบอกท่านไปว่า ปีนี้จะเริ่มงานใหม่ๆและจะประสบความสำเร็จ แต่บรรยากาศจะดูยุ่งๆ ปวดหัว มีเรื่องขัดแย้งกันอยู่พอสมควร ท่านน่าจะมีกิจนิมนต์เยอะ และน่าจะต้องเดินทางบ่อยๆ ดูดวงพระก็ยากเหมือนกัน เพราะไม่รู้จะดูเรื่องอะไร คนทั่วไปชอบถามเรื่องงาน เงิน และความรัก สำหรับพระจะตัดเรื่องความรักออก หรืออาจจะดูให้ทันระวังเรื่องโยมผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่รู้ว่าจะดีหรือเปล่า เรื่องการเงิน ก็ไม่เหมือนฆราวาสทั่วไป เราเลยคิดไปว่า ถ้าการเงินดี ก็อาจมีโยมมานิมนต์ทำบุญเยอะก็ได้
เดินไปเวียนเทียนที่โบสถ์ เห็นพระราชสุมนต์มุนี (ท่านเพิ่งได้ฉลองยศเมื่อธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา เดิมท่านมีสมณศักดิ์เป็น พระอมรโมลี) กำลังยืนคุมงานอยู่หน้าโบสถ์ เลยเดินเข้าไปไหว้ท่าน ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่ขยันมาก ถ้ามาที่วัดบวรฯในวันสำคัญทางศาสนาอย่างนี้ มักจะเห็นท่านยืนคุมงานอยู่หน้าโบสถ์เสมอ คอยสั่งการให้ลูกศิษย์อำนวยความสะดวกให้กับญาติโยมที่มาวัด รวมถึงให้ทำความสะอาดอีกด้วย ตั้งแต่ท่านขึ้นมาดูแลงานนี้ในวัดก็เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเหมือนกัน อย่างเช่นวันนี้ วัดจะมีดอกไม้ ธูปเทียนบริการให้ญาติโยมที่จะมาเวียนเทียนฟรี โดยไม่ต้องซื้อหามา มีการแจกหนังสือเล่มเล็กๆ (สำหรับวันนี้เป็นบทบาลีสำหรับสวดทำนองสรภัญญะในวันมาฆบูชา) ส่วนใครจะทำบุญเท่าไหร่ก็แล้วแต่ศรัทธา
เวียนเทียนเสร็จก็เข้าไปกราบพระพุทธชินสีห์ และพระสุวรรณเขต พระประธานในโบสถ์ อ้อมหลังฐานชุกชีไปหน้าพระประธาน จะมีโอ่งใส่น้ำมนต์ ก็เข้าไปรดน้ำมนต์เป็นสิริมงคล น้ำมนต์ของวัดบวรฯเป็นน้ำมนต์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเจ้าอาวาส ไม่เคยขาดช่วง วัดจะมีพิธีทำน้ำมนต์ใหญ่ประจำปีในคืนวันวิสาขบูชาของทุกปี จะมีการเทศน์และสวดมนต์ตลอดคืนจนรุ่งเช้า ก็จะมีญาติโยมมานั่งฟังเทศน์จนเช้าเพื่อรอรับน้ำมนต์เสมอ
จากนั้นขึ้นไปกราบพระเจดีย์ด้านหลังโบสถ์ เดี๋ยวนี้วัดเปิดให้กราบสักการะทุกวันสำคัญทางศาสนา (เมื่อก่อน เปิดเฉพาะวันเข้าพรรษา) ด้านในพระเจดีย์จะมีพระเจดีย์องค์เล็กอยู่ 5 องค์ ประกอบด้วย 4 องค์โดยรอบและองค์ตรงกลางอีกหนึ่งองค์ เราก็เข้าไปกราบพระเจดีย์ศิลาด้านในเช่นเคย พระเจดีย์ศิลาองค์นี้ มีหลักฐานที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ค้นพบเมื่อคราวบูรณะพระเจดีย์เมื่อประมาณปี 2506-08 เป็นกระดาษเขียนด้วยลายมือ (น่าจะเป็นลายพระหัตถ์รัชกาลที่ 4) ได้ความว่า สร้างไว้เมื่อคราวผ่องพ้นไพรี ตั้งชื่อว่าพระเจดีย์ไพรีพินาศ
ออกจากพระเจดีย์แต่ยังไม่ลงบันได ก็เดินเวียนขวาไปทางหลังโบสถ์ เพื่อกราบพระไพรีพินาศองค์จริง พระไพรีพินาศนี้เป็นพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 4 ได้รับจากพระมอญเมื่อครั้งผนวชและเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ช่วงนั้นพระองค์และพระคณะธรรมยุติกนิกายถูกกลั่นแกล้งจากเจ้านายบางพระองค์ (ถ้าจำไม่ผิดจะชื่อ หม่อมไกรสร) เช่น เมื่อพระธรรมยุติเข้าไปรับบาตรในวัง ก็ให้คนตักข้าวต้มร้อนๆใส่ในบาตร เพื่อให้แขนพระถูกลวก ฯลฯ หลังจากพระองค์ได้รับพระไพรีพินาศนี้มาก็ปรากฏว่า หม่อมไกรสรต้องโทษขบถ ถูกลดยศ และประหารชีวิตไป สมดังคำว่า ไพรีพินาศ พระองค์จึงถวายนามพระพุทธรูปนี้ว่า พระไพรีพินาศ (เรื่องราวนี้ผมเขียนจากความจำ อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ใจความไม่น่าผิดพลาด สำหรับเรื่องราวโดยละเอียด ผมจะค้นหนังสือและหาโอกาสมาเขียนเล่าใน Blog อีกที)
จบกระบวนการมาวัดในวันมาฆบูชา ได้แก่ ทำบุญถวายของใช้ให้พระภิกษุ รับฟังธรรมะจากพระอาจารย์ เวียนเทียน กราบพระพุทธรูปและพระเจดีย์ รดน้ำมนต์ ถวายปัจจัยให้วัด ก็ถือว่าอิ่มบุญในวันมาฆบูชา พร้อมกลับไปทำงานต่อไปครับ