บันทึกงานอดิเรกที่สนใจ ทั้งโหราศาสตร์ ธรรมะ นิยาย ฯลฯ

วิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระพันปีหลวง

Posted on 29 June 2007 at 12:42

        เมื่อวานนี้ (27 มิ.ย. 2550) ได้ไปร่วมพิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง ซึ่งผมเป็นศิษย์เก่าที่นั่น พิธีเปิดนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเสด็จมาเป็นประธานในพิธี

สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง  ทรงมีพระนามเดิมว่า พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี เนื่องด้วยทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์ ระหว่างที่พระบาทสมเด็นพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยุโรปเป็นเวลา 9 เดือน (ส่วนพระบรมราชินีนาถองค์ที่ 2 นั้นคือสมเด็จพระราชินีองค์ปัจจุบัน ซึ่งได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ระหว่างที่พระเจ้าอยู่หัวทรงผนวช)

 

        สาเหตุที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง ได้จัดสร้างพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ขึ้นมานั้น เนื่องเพราะโรงเรียนแห่งนี้เกิดจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตามบันทึกในประวัติโรงเรียนว่า

 

"เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๕๕ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จประพาสจังหวัดตรัง ประทับพักผ่อนสำราญพระราชหฤทัย ณ ตำหนักผ่อนกาย ทรงพระราชปรารภว่าตำบลทับเที่ยงนี้มีพื้นภูมิทำเลเหมาะสมดี เห็นทีจะเจริญก้าวหน้าเป็นชุมชนใหม่ในอนาคตควรมีสถานศึกษาไว้เพาะปลูกปัญญาแก่กุลบุตรสืบไป จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวนเงิน ๔,๐๐๐ บาทถ้วนให้ไว้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อสร้างโรงเรียน และพระราชทานนามว่า "โรงเรียนวิเชียรมาตุ" ซึ่งหมายถึง "พระราชชนนีพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว"

 

        ต่อมาได้ลงมือสร้างตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๔๕๘ และย้ายครู นักเรียนจากโรงเรียนตรังคภูมิมายังโรงเรียนใหม่เมื่อ ๑ พฤษภาคม ๒๔๕๙ ทั้งนี้ จังหวัดตรังได้รับโรงเรียนวิเชียรมาตุเข้าในทะเบียนโรงเรียนของจังหวัด เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๔๕๙ โดยมีอำมาตย์ตรี ซุ่นกิ๊ด สินธวานนท์ เป็นครูใหญ่คนแรก (บิดาของ ฯพณฯ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ซึ่งท่านองคมนตรีได้ให้เกียรติมาวางศิลาฤกษ์พระราชานุสาวรีย์เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ปีที่แล้ว และมาร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จกระทำพิธีเปิดโรงเรียนวิเชียรมาตุ เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๔๖๐ โดยทรงมีกระแสพระราชดำรัสในวันนั้นว่า

 

        "เรามีความยินดีเปนอันมาก ที่ได้มีโอกาสเยี่ยมโรงเรียนนี้ ซึ่งเสด็จแม่ของเราได้พระราชทานพระราชทรัพย์สร้างขึ้นเปนสถานที่งดงาม นับว่าเปนเสมือนอนุสาวรีย์อย่างหนึ่งสำหรับพระองค์ สำหรับชาติ และเปนประโยชน์ในการที่จะเพาะกุลบุตรขึ้นไว้ให้ทำหน้าที่ต่อไป ตามที่สมุหเทศาภิบาลได้กล่าวมาแล้ว เราเชื่อว่า ถ้าเมื่อเราได้นำความกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ คงจะทรงพระปิติเปนอันมากในการที่กิจการได้ทำแล้วสำเร็จไปสมดังพระราชประสงค์ ตัวเราก็มีความยินดีและพลอยนิยมในพระราชกุศลนี้ด้วย และในเวลานี้เรามีความยินดีที่ได้มาเปนผู้แทนพระองค์ในการเปิดโรงเรียนนี้ และขอให้พรแก่บรรดาผู้ที่แนะนำหรือผู้กำกับการศึกษาตลอดจนครูอาจารย์และนักเรียนที่ได้มาศึกษาในสถานที่นี้ ขอจงได้มีความเจริญสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล และส่วนผู้ที่มีหน้าที่ประสิทธิประสาทวิทยาการ ขอจงให้ได้เห็นผลตามความตั้งใจของตนโดยเร็วพลันทันใด และขอให้ผู้ที่ได้ศึกษาวิชาในโรงเรียนนี้ไปให้ได้ใช้วิชาโดยเปนประโยชน์แก่ตัวและแก่ชาติบ้านเมืองต่อไปชั่วกาลนาน"

 

        ที่ผมตั้งชื่อ Blog วันนี้ว่า "วิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระพันปีหลวง" ก็เพราะว่า พระองค์ทรงตระหนักพระราชหฤทัยว่า ความเจริญของบ้านเมืองย่อมอาศัยการศึกษาเป็นสำคัญ จึงได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ตั้งโรงเรียน อุปถัมภ์โรงเรียน วิชาใดที่ยังไม่มีครูในเมืองไทย ก็ทรงจ้างครูต่างประเทศมาสอน โรงเรียนที่อยู่ในพระราชอุปการะและพระบรมราชินูปถัมภ์ ในกรุงเทพฯ มีโรงเรียนเสาวภา โรงเรียนราชินี โรงเรียนผดุงครรภ์ และโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ในต่างจังหวัดมีโรงเรียนวิเชียรมาตุและโรงเรียนสภาราชินีที่จังหวัดตรัง โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ที่พระนครศรีอยุธยา และโรงเรียนราชินีบูรณะที่นครปฐม ทั้งได้จ่ายพระราชทรัพย์พระราชทานให้เป็นค่าเล่าเรียนแก่เด็กชายหญิงอีกมาก

 

        ผมคิดว่า การตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษาแก่เด็ก เป็นวิสัยทัศน์อันยาวไกลของเจ้านายในยุคนั้นอย่างมาก เพราะในยุคที่ฝรั่งตะวันตกกำลังล่าอาณานิคมรอบประเทศของเรานั้น การที่เราอยู่รอดได้ก็ต้องอาศัยพลเมืองที่มีความรู้ทันกับชาวตะวันตก ในการที่จะบริหาร พัฒนา รวมไปถึงการเจรจาทางการค้ากับพวกเขา ประเทศไทยของเราในยุคนั้นแทบจะกล่าวได้ว่ามีการปฏิวัติประเทศในทุกๆส่วน ทั้งด้านการบริหารราชการแผ่นดิน การสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ การยกเลิกระบอบทาสและไพร่ ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการใช้ทรัพยากรจากไพร่ทำงานให้เจ้านายที่คุ้มหัวกลายเป็นประชาชนที่ต้องสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเอง การเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเป็นระบบเปิด การจัดตั้งระบบทหารอาชีพ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมให้รับกับกระแสตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามา หากประชาชนไม่ได้รับการศึกษาที่เพียงพอย่อมไม่สามารถเอาตัวรอดในสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงขนาดนั้นได้แน่ๆ

 

        หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ภาระหน้าที่ในการดูแลพัฒนาระบบการศึกษาได้ย้ายจากสถาบันพระมหากษัตริย์ มายังรัฐบาล ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาของบ้านเราล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด รัฐบาลทักษิณ 1 ได้คนดีคนเก่งอย่าง ดร.เกษม วัฒนชัย มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพียงไม่กี่เดือน ท่านก็ลาออก (ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะท่านเห็นอะไรบางอย่างในตัวอดีตนายกฯที่กำลังระเห็ดระเหินอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่า) หลังจากนั้น ก็เปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงนี้กันเป็นว่าเล่น จนการศึกษาบ้านเราไปไม่ถึงไหนเสียที ระบบเอ็นทรานซ์ที่เคยได้รับการยอมรับว่าน่าเชื่อถือที่สุด กลายเป็นระบบ O-Net A-Net ที่เด็กๆขวัญผวาว่าคะแนนตรงกับความเป็นจริงหรือเปล่า

 

        ได้แต่หวังว่า ผู้เกี่ยวข้องในวงการศึกษาจะเรียนรู้วิสัยทัศน์ของเจ้านายเมื่อ 100 ปีก่อน และนำมาปรับใช้ในการพัฒนาวงการศึกษาบ้านเรา ให้ได้พลเมืองที่ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันที่รุนแรงและโหดร้ายไม่แพ้เมื่อ 100 ปีก่อนเลยทีเดียว


Last Page | Page 1 of 20 | Next Page
«  July 2008  »
MonTueWedThuFriSatSun
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 

Category

-
eXTReMe Tracker